+++A Bitter Day-Hyuna+++ // อย่างเพราะค่ะ…..A Bitter Day...
++Actor....Seunghyun&Jaejin
++by..YoYuMe++
...Chapter1/2...“ คาปูชิโน่ 2 ที่ได้แล้วครับ “ บริกรหนุ่มยิ้มให้ลูกค้าก่อนวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ หันหลังเตรียมจะกลับไปทำงานต่อแต่หญิงสาวหนึ่งในนั้นกลับร้องเรียกเอาไว้เสียก่อน
“ เอ่อ.....ไม่ทราบว่ามีแฟนหรือยังคะ “ คนถูกถามชะงักปลายเท้าเล็กน้อยก่อนหันกลับมาหาหญิงสาวซึ่งนั่งเท้าคางจ้องมองตาหวานเยิ้ม ซึงฮยอนระบายยิ้มก่อนเอื้อนเอ่ยความจริงประโยคเดิม ๆ ซึ่งเขาใช้มาแล้วกับผู้หญิงหลายคน
“ ไม่มีครับ แต่ผมมีคนที่ชอบแล้ว “ ผมยิ้มให้เธอซึ่งทำหน้าเสียดายออกมาอย่างเปิดเผยอีกครั้งก่อนหันหลังเดินกลับไปยังเคลานเตอร์ รู้ถึงสายตาที่ยังคงโดนจ้องมองอยู่แต่ผมก็ไม่สนใจหันไปมอง เจอเรื่องแบบนี้เกือบทุกวันเลยก็ว่าได้ พบเจอจนกลายเป็นความเคยชิน
“ โดนจีบอีกแล้วเหรอ สวยซะด้วย “ ผมมองจองชินเพื่อนร่วมงานที่กำลังมองสาวซึ่งผมเพิ่งปฏิเสธไป และดูเหมือนสาวนางนั้นจะสนใจเพื่อนร่วมงานของผมเหมือนกัน จองชินเป็นคนหน้าตาดีแถมยังมีเสน่ห์ล้นเหลือ แต่จองชินเห็นความรักเป็นเรื่องล้อเล่น ซึ่งความคิดนี้แตกต่างกับผมอย่างสิ้นเชิง
“ เมื่อไหร่จะบอกสักทีว่าคนที่นายชอบน่ะใคร แล้วเขาชอบนายหรือเปล่า “ คำถามของจองชินเล่นเอาผมจุกจนพูดไม่ออก คนที่ผมชอบนั้นมีตัวตนอยู่จริงแต่ผมไม่ได้มีตัวตนในสายตาของคน ๆ นั้นเลย พูดให้ถูกคือผมแอบชอบเขาข้างเดียว
“ อ้ะ! เดี๋ยวฉันมานะ ต้องไปทำความรู้จักซะหน่อยแล้ว “ ผมอ้าปากค้างยังไม่ทันได้พูดอะไรจองชินก็รีบผลุนผลันไปหาสาวนางนั้นแทนเสียก่อน ความเจ้าชู้ของจองชินทำให้ผมอดส่ายหน้าเอือมระอาไม่ได้จริง ๆ และเมื่อกี้จองชินคงไม่ได้ใส่ใจจะคุยกับผมมากมายเท่าไหร่ เพราะสายตาเอาแต่จ้องหญิงสาวคนนั้นจนในที่สุดก็อดที่จะไปทำความรู้จักไม่ได้ และเมื่อกี้ผมจะตอบจองชินว่าอะไรก็จำไม่ได้เสียแล้ว แต่ถึงยังไงมันก็มีค่าเท่ากับศูนย์เหมือนเดิมเพราะ..........
ผมรู้จักเขา..............แต่เขาไม่รู้จักผม
คนที่ผมชอบมีตัวตน..........แต่ผมไม่ได้มีตัวตนในสายตาของคน ๆ นั้น
และเหตุผลสำคัญเหนืออื่นใด................
คนที่ผมชอบ...........เขาไม่ได้ชอบผม
ผมกับเขา................เราเป็นแค่เพื่อนร่วมโลกกันเท่านั้น
ผมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูพลางหันออกไปยังข้างนอกร้านผ่านกระจกใส แสงจากหลอดไฟตามร้านรวงข้างทางเริ่มเปล่งประกายขับไล่ความมืดในช่วงหัวค่ำให้กลับมามีสีสันอีกครั้ง ผู้คนมากมายมีทั้งนักเรียน นักศึกษาหรือแม้แต่คนวัยทำงานกำลังเดินสวนกันไปมา ผมละจากภาพผู้คนเหล่านั้นแล้วหันไปให้ความสนใจหน้าร้านหนังสือซึ่งตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของถนนสายเล็ก ๆ ตรงกับร้านที่ผมทำงานอยู่
ใครบางคน.......ใกล้จะมาถึงแล้ว
“ Coffee house ยินดีต้อนรับครับ “ ผมเดินไปรับออเดอร์จากลูกค้าที่เข้ามานั่งในร้าน จู่ ๆ อารมณ์ก็ดีขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ก้อนเนื้อด้านซ้ายเต้นแรงจนน่ารำคาญ ความรู้สึกบางอย่างกำลังแล่นพล่านจนผมไม่สามารถปิดหลักฐานบนใบหน้าได้
“ ไหวปะเนี่ย อยู่ ๆ ก็ยิ้ม “ สงสัยผมคงแสดงออกมากเกินไป มากจนทำให้จองชินสังเกตเห็น ผมแสร้งตีหน้าขรึมก่อนเอากาแฟไปเสริฟ
“ ทานให้อร่อยนะครับ “ ผมยิ้มให้ตามแบบฉบับของนักบริกรที่ดีตามปกติก่อนหันกลับไปมองยังข้างนอกร้านอีกครั้ง ตัวต้นเหตุที่ทำให้ผมยิ้มเหมือนคนบ้ากำลังยืนอยู่หน้าร้านหนังสือนั่น เด็กนักเรียนม.ปลายธรรมดาคนหนึ่งซึ่งดูไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ แต่ทุกครั้งที่เขาคนนั้นมายืนอยู่หน้าร้านหนังสือเพื่อรอใครบางคน สายตาของผมก็จดจ่ออยู่ที่ใบหน้าเรียวเล็กนั่นตลอด
เป็นแบบนี้มากี่เดือนแล้วนะ จำไม่ได้ ตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น อยากเข้าไปทำความรู้จักแต่ผมทำไม่ได้ เพราะอะไรน่ะเหรอครับ
จากรอยยิ้มแห่งความสุขในตอนแรกกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าเข้ามาแทน ผมนิ่งมองใครบางคนที่เขาคนนั้นรอได้เดินทางมาถึง ผู้ชายคนนั้นคงเป็นพนักงานบริษัทที่ไหนสักแห่ง ดูก็รู้ว่าคงไม่ใช่พี่น้องหรือคนรู้จักกันธรรมดาเพราะไอ้อาการเขินอายหลังจากโดนลูบผมด้วยความรักความเอ็นดูนั่น..........ไม่อยากคิดแต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาสองคนคงเป็นคนรักกัน
ภาพบาดตาได้อันตรธานหายไปเรียบร้อยแล้วแต่ความเศร้าในใจผมยังคงอยู่ ผมถอนหายใจยาวให้กับความเศร้าของตัวเอง รู้ทั้งรู้ว่าเขามีเจ้าของแล้วแต่ก็ยังดึงดันที่จะชอบต่อไป ถ้าไม่โผล่มาให้เห็นเป็นประจำผมคงตัดใจได้ในสักวัน แต่นี่เล่นโผล่มาตลอดแล้วผมจะตัดใจได้ยังไง คงเป็นโชคชะตาที่พระเจ้าทรงประทานให้ผมชอบคนมีเจ้าของหละมั้ง
เจ็บไม่ใช่ไม่เจ็บ แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยให้หัวใจมันเจ็บอยู่อย่างนั้น พยายามเปิดใจให้คนอื่นเข้ามาแล้ว แต่ถึงยังไงคนที่ผมชอบก็ยังคงเป็นเขาคนนั้นอยู่ดี
ผมคงต้องจมอยู่กับความเจ็บปวดแบบนี้ต่อไปอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด ความเจ็บปวดที่ไม่มีแม้แต่จุดเริ่มต้น และนิยายเรื่องนี้มันเริ่มต้นที่ความรักซึ่งเกิดขึ้นแค่ฝ่ายเดียว ความเจ็บเลยมาลงที่ผมแค่คนเดียวจึงทำให้เจ็บเป็นสิบเท่า
เป็นอีกวันที่ผมต้องทำงานอย่างไม่มีความสุข............
-------------------------------------------
“ ข้างนอกลมแรงจัง เหมือนฝนจะตกเลย “ ผมหันมองตามสายตาของเพื่อนร่วมงานที่กำลังจ้องมองบรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนข้างนอกร้าน เป็นอย่างที่จองชินว่าจริง ๆ ลมพัดแรงจนผู้คนที่เดินอยู่แทบปลิวไปตามลม อีกไม่นานฝนคงตก
“ อ้ะ! “ ร่างของใครบางคนตรงหน้าร้านหนังสือปรากฏสู่สายตา ลืมดูเวลาไปเสียสนิท.....เขาคนนั้นมาแล้ว
“ เอาร่มมาหรือเปล่านะ “
“ บ่นอะไรงึมงำ ๆ คนเดียว แล้วมองอะไรอยู่เหรอ “
“ ไม่มีอะไร “ ผมรีบหันกลับมาสนใจการถูพื้นต่อ เจ้าเพื่อนตัวดีของผมทำท่าอยากรู้อยากเห็นเกินไปแล้ว ไม่อยากให้จองชินรู้เพราะขี้เกียจตอบคำถาม จองชินยิ่งเป็นคนช่างสงสัยอยู่ด้วย คงได้มีเรื่องถามผมทุกวันแน่ ๆ
“ เอ้ะ! “ แต่แล้วภาพตรงหน้าร้านหนังสือทำให้ผมอดหันไปมองอีกครั้งไม่ได้ ผู้ชายคนนั้นมาถึงแล้วและดูเหมือนพูดอะไรบางอย่างซึ่งทำให้เจ้าของดวงตาเรียวเล็กจากที่เคยมีแต่รอยยิ้มถึงกลับนิ่งงันไปทันที จากพูดคุยเริ่มเปลี่ยนเป็นการทะเลาะ และท้ายที่สุดผู้ชายคนนั้นก็เดินจากไปโดยทิ้งใครบางคนไว้เบื้องหลัง
เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนเมื่อกี้ได้แปรปลี่ยนเป็นเม็ดฝน สายฝนกำลังตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง ผู้คนรีบหลบเข้าหาที่กำบังกันจ้าละหวั่นแต่เขาคนนั้นกลับยืนเฉย หน้าร้านหนังสือไม่มีที่หลบฝนตกแต่เข้าไปหลบในร้านก็ยังดี แต่นี่กลับไม่ทำอะไรเลย
“ จะออกไปไหน ฝนตกอยู่นะเว้ย “ ผมไม่ฟังเสียงทัดทานใด ๆ จากจองชิน รีบคว้าร่มแล้วออกไปข้างนอกร้านทันที จะให้ผมทนดูเขายืนตากฝนอยู่เฉย ๆ ผมคงทำไม่ได้ หังใจของเขาตอนนี้คงเจ็บปวดแต่หัวใจผมเจ็บยิ่งกว่าถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง
ผมกางร่มออกเตรียมจะข้ามถนน ยิ่งเห็นเขาทรุดตัวลงนั่งยองกับพื้นยิ่งปล่อยเอาไว้ไม่ได้ ขอให้ผมได้ทำอะไรสักอย่างก็ยังดี ถึงแม้เขาไม่เต็มใจที่จะรับมันก็ตาม ทุกจังหวะการก้าวเดินฝ่าสายฝนเพื่อไปหา อีกใจมันก็คอยท้วงติงจนทำให้ผมแทบหันหลังวิ่งกลับเข้าร้านด้วยซ้ำว่า.....
อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลยหน่าซึงฮยอน..........
เดี๋ยวเขาก็หาว่านายยุ่งไม่เข้าเรื่องหรอก............
บอกให้หยุดยังไงหละ.............
หยุด............เดี๋ยวนี้..............
ผมมาหยุดยืนหน้าเขาในที่สุด ผมเสียสละยื่นร่มไปกำบังเม็ดฝนให้ ยอมตัวเปียกดีกว่าที่ต้องทนเห็นคนที่ตัวเองชอบต้องตัวเปียกปอน การกระทำของผมเรียกว่าบ้าหรือเปล่านะ
ยิ่งเห็นดวงตาเรียวเล็กแหงนหน้าขึ้นมองทำให้ผมยิ่งทำอะไรไม่ถูกมากกว่าตอนแอบดูอยู่ในร้านเสียอีก คน ๆ นี้มีอิทธิพลมากกว่าที่คิดเอาไว้ แค่โดนสบตาก็เล่นทำเอาผมสั่นไปทั้งตัว
อาการที่เกิดขึ้นคงแปรเป็นผลลัพท์ได้เหตุผลเดียวคือ.........ผมชอบเขาจริง ๆ
------------------------------------------------
“ ห้องรกหน่อยนะ “ เจ้าของห้องเอื้อมมือเปิดไฟขับไล่ความมืดพร้อมกับเดินนำใครบางคนเข้าไปข้างใน ผมจัดแจงหยิบผ้าขนหนูกับชุดยื่นให้ผู้มาใหม่ สีหน้าคนซึ่งผมพามายังคงเหมือนเดิมคือนิ่งเฉยไร้ความรู้สึก
“ ขอบใจ " ผมยิ้มให้นิด ๆ ถึงแม้จะไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ตอบกลับมาผมก็ยินดีที่จะยิ้ม
“ เฮ้อออออ “ ผมถอนหายใจยาวหลังจากเสียงประตูห้องน้ำปิดตัวลง จะไม่ให้ตื่นเต้นได้ยังไงในเมื่อคนที่ชอบจากซึ่งเคยทำได้แค่มองระยะห่างกำลังอาบน้ำอยู่ในห้อง ใช่แล้วหละ! คนที่ผมชอบเป็นผู้ชาย อายุคงรุ่นราวคราวเดียวกับผมเห็นจะได้ โลกเราสมัยนี้ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นความรักที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ขอแค่ให้เรียกสิ่งนั้นว่าความรักมันก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ
ผมแค่โชคร้ายที่ไปแอบชอบผู้ชายซึ่งมีเจ้าของแล้ว.......ก็แค่นั้น
ผมนั่งฟังเสียงสายน้ำจากฝักบัวดังแข่งสายฝนข้างนอกหน้าต่าง ไม่รู้ว่าเสียงไหนดังกว่ากัน แต่เท่าที่รู้ผมคิดว่าเสียงหัวใจของผมคงดังกว่าอะไรทั้งหมด มันเต้นรุนแรงเสียกลัวว่าจะหยุดทำงานไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่งเพราะทำงานหนักเกินไป
..............ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก..............
.............ฉันไม่มีที่ไป................
...........................งั้นไปห้องฉันมั้ย.......................
คิดแล้วก็อยากมอบถ้วยรางวัลให้ตัวเองที่กล้าพูดเชิญชวนอะไรแบบนั้นออกไป แต่เขาก็ยอมตามมาอย่างว่าง่าย ผมไม่ได้เป็นฝ่ายหลอกนะ เขายอมเองต่างหาก
ผมรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปจัดการต้มบะหมี่ให้เผื่อว่าคนในห้องน้ำจะหิว เจอเหตุการณ์ร้ายแรงมาไม่รู้ว่าจะกินลงหรือเปล่า แต่เตรียมทำไว้ก่อนเป็นดีที่สุด
“ อาบเสร็จแล้วเหรอ นั่งรอแป๊บนะ บะหมี่ยังไม่สุก “ ผมหันไปยิ้มให้ร่างที่เดินออกมาจากห้องน้ำ เขายอมทำตามอย่างว่าง่ายอีกครั้ง ยอมนั่งลงบนโต๊ะตัวเล็กกลางห้องอย่างเงียบ ๆ
“ นายชื่ออะไร “
“ แจจิน “
“ ฉันซึงฮยอนนะ “ ร่างเพรียวพยักหน้าหงึกหงักเป็นเชิงรับรู้น้อย ๆ ทำราวกับว่าผมไม่มีตัวตนเสียอย่างนั้น ผมไม่ได้ถือโทษโกรธอะไร คงกำลังคิดถึงแฟนอยู่สินะ
ผมวางชามบะหมี่ที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ ลงบนโต๊ะ อารมณ์คนเศร้าตอนนี้คงกลืนอะไรไม่ลง ผมนั่งกินบะหมี่ชามตัวเองพลางเพ่งมองคนนั่งฝั่งตรงข้าม แจจินกินแค่คำเดียว ส่วนใหญ่นั่งเขี่ยเส้นในชามเล่นเสียมากกว่า
“ เอ่อ....ที่บอกว่าไม่มีที่ไปน่ะ “
“ ฉันมารบกวนนายหรือเปล่า “
“ ฉะ.......ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น “ อย่าเข้าใจผิดสิ รบกงรบกวนอะไรกัน ฉันเป็นห่วงนายต่างหาก
“ ฉันอยู่กับแฟน แล้วก็เพิ่งโดนแฟนบอกเลิกเมื่อกี้ “ ทุกคำพูดที่คนตรงหน้าเอ่ยออกมาคงเจ็บปวดมาก แต่กลับไม่มีน้ำตาออกมาสักหยด แม้กระทั่งตอนนั่งตากฝนเมื่อกี้ก็ไม่มีร่องรอยการร้องไห้ให้เห็น
“ เขาบอกกว่าจะแต่งงาน ที่บ้านหาผู้หญิงไว้ให้แล้ว......นายไม่ตกใจเลยเหรอ “
“ เรื่อง? “
“ ก็ที่ฉันมีแฟน......เป็นผู้ชาย “ ดูเหมือนแจจินจะอายกับเรื่องที่กำลังเล่าให้ผมฟัง แต่เจ้าตัวคงอึดอัดและอยากระบายให้ใครสักคนฟัง จะให้ผมตกใจทำไมในเมื่อคนที่ผมชอบก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน อยากบอกให้เขารับรู้ว่าผมชอบเขามากแต่ผมทำแบบนั้นไม่ได้ ถึงแม้จะมีช่องว่างให้ผมเข้าไปแทรกได้แล้วก็ตามแต่ผมก็ทำไม่ได้อยู่ดี ช่วงเวลาแบบนี้แจจินคงไม่อยากเปิดรับใครในขณะที่แผลเพิ่งอักเสบ เจ้าตัวคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องรักษายังไงและต้องใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ถึงจะหายดี
“ รักเพศเดียวกันมันเป็นเรื่องปกติแล้วหละ ถ้าไม่มีที่ไปอยู่ที่นี่ก่อนก็ได้ “
“ เอ้ะ! ให้ฉันอยู่ได้จริงเหรอ “
“ ก็ดีกว่าให้นายออกไปเร่ร่อนข้างนอกแหละนะ มันอันตราย “
“ แล้วนายไม่คิดว่าฉันอันตรายบ้างเหรอ “ ขอร้องเถอะแจจิน นายอย่าใช้แววตาแบบนี้จ้องมองฉันจะได้มั้ย รู้หรือเปล่าว่าการได้อยู่ใกล้ชิดนายมันเป็นการสร้างความทรมานให้กับตัวฉันมากขนาดไหน ฉันต้องข่มกลั้นอดทนกับความรู้สึกตัวเองแค่ไหน รู้หรือเปล่าแจจิน?
“ เดี๋ยวก็รู้ “ ผมรีบหลบสายตาไร้ซึ่งพิษภัยนั่นแล้วรีบลุกไปตระเตรียมที่นอน บางทีผมกำลังโดนแจจินหลอกด้วยสีหน้าใสซื่อไร้บริสุทธิ์นั่นอยู่ก็ได้ ผมเองนั่นแหละที่เป็นฝ่ายโดนหลอก ยังไม่รู้ที่มาที่ไปคน ๆ นี้ดีด้วยซ้ำแต่กลับไว้เนื้อเชื่อใจเกินครึ่งไปเสียแล้ว
“ นายนอนบนเตียงแล้วกัน เดี๋ยวฉันนอนข้างล่างเอง “
“ นายเป็นเจ้าของห้องนะ ให้ฉันนอนพื้นก็ได้ “
“ ถือว่าเป็นคำสั่งของเจ้าของห้องแล้วกัน กินเสร็จแล้ววานปิดไฟด้วยนะ พรุ่งนี้ฉันต้องเข้างานแต่เช้า “
“ .........อืม “ ผมล้มตัวลงนอนบนพื้น คงเป็นเพราะฝนซึ่งยังตกหนักอยู่ข้างนอกหน้าต่างเลยทำให้อากาศเย็นกว่าทุกคืน โชคดีที่มีหมอนสองใบแต่ผ้าห่มนี่สิ ไม่เคยพาใครมาค้างที่ห้องเลยไม่ได้เตรียมไว้ แต่จะปล่อยให้แจจินนอนหนาวตายก็ใช่เรื่อง
ไฟในห้องดับลง ไม่นานเสียงยวบยาบบนเตียงก็ดังตามมา ผมไม่ได้หันหลังไปมองว่าแจจินหลับแล้วหรือยัง ไม่อยากคิดเพราะมันจะทำให้ผมยิ่งฟุ้งซ่านมากกว่าเก่า ผมพยายามนอนขดตัวฟังเสียงฝนทดแทนการนึกถึงใบหน้าของใครบางคน คนที่ตัวเองชอบอยู่ใกล้แค่เอื้อมแต่ทำอะไรไม่ได้
นอนซะซึงฮยอน......เลิกคิดฟุ้งซ่านได้แล้ว
“ อ้ะ! นายลงมานอนข้างล่างทำไม พื้นมันเย็นนะ “ จู่ ๆ คนที่ผมกำลังคิดคำนึงอยู่ก็เลื้อยตัวลงมานอนขดตัวอยู่ข้าง ๆ พร้อมผ้าห่ม ความคิดของผมยิ่งจะฟุ้งซ่านมากขึ้นเมื่อแผ่นหลังของผมกำลังโดนตัวแจจินอยู่ ใกล้กันเกินไปแล้ว
“ ฉันไม่อยากเห็นแก่ตัว นายหนาวไม่ใช่เหรอ “
“ แต่........ “ การกระทำของแจจินทำให้ผมกลายเป็นใบ้ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ผมได้แต่ตัวนอนแข็งทื่อไม่กล้าเคลื่อนไหวร่างกาย ยิ่งแจจินยื่นมือมาโอบกอดผมจากทางด้านหลังแล้วยิ่งทำให้ผมแทบอยากกลั้นใจตายเสียเดี๋ยวนั้น
ผม จะ ทำ ยัง ไง ดี ????????
“ นายไม่รังเกียจใช่มั้ย ถ้าฉันไม่กอดใครสักคนแล้วจะนอนไม่หลับ “
“ .................... “ ภายในสมองของผมมีแต่สีขาว มันขาวโพลนไปหมด ไออุ่นที่อีกคนมอบให้อย่างไม่ทันได้ตั้งตัวนั้นกำลังทำให้ผมเป็นบ้า ผมไม่อาจปฏิเสธความต้องการของแจจินได้ และข้างในลึก ๆ แล้ว.......ผมเองก็รู้สึกดีที่แจจินกอดด้วยเหมือนกัน
แล้ว คืน นี้ ผม จะ ข่ม ตา ให้ หลับ ได้ ยัง ไง ???????????
--------------------------------------------------
“ นี่! ซึงฮยอน “
“ อะไร “
“ ทำไมช่วงนี้นายดูมีความสุขจัง กำลังมีความรักเหรอ “ ผมรีบหันกลับไปมองคนถามทันที เพราะคำถามของจองชินทำให้ผมสงสัย
“ ฉันดูเหมือนคนมีความรักตรงไหน “
“ ก็ตรงนี้ไง หุบยิ้มบ้างก็ได้นะ ไม่มีใครเขาว่าหรอก “
“ โอ้ย! เจ็บนะโว้ย “ ผมรีบปัดมือจองชินออกจากแก้มเป็นพัลวัน หยิกเสียเต็มแรงเลย
“ รักเริกที่ไหนเล่า แล้วถ้าฉันจะยิ้มมันผิดด้วยเหรอไง “ เหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นกับผมถึงแม้จะทำให้ผมมีความสุขก็ตาม แต่ความสุขนั้นไม่ได้เกิดจากความรัก แค่มีแจจินอยู่ใกล้ ๆ ได้เห็นหน้าเขาทุกวัน นึกเพียงแค่นี้ก็ทำให้ผมมีความสุขมากมายแล้วหละ
หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นก็ผ่านมาเกือบสามอาทิตย์แล้ว สามวันแรกแจจินไม่ยอมไปโรงเรียน แต่หลังจากนั้นเจ้าตัวก็ไปเรียนตามปกติ และทุกเย็นจะมานั่งรอผมที่นี่แล้วกลับพร้อมกัน ทั้งที่ผมให้กุญแจสำรองไปแล้วแต่เจ้าตัวยังดึงดันที่จะมา ผมรู้ดีว่าแจจินต้องการมาที่นี่เพราะอะไร
“ สวัสดีครับ “ พูดยังไม่ทันขาดคำเจ้าของชื่อก็โผล่หน้ามาให้เห็น ผมยิ้มให้แจจินซึ่งกล่าวทักทายผมกับจองชินก่อนนั่งลงบนโต๊ะติดผนังกระจกใส
“ ขอลาเต้ใส่นมเยอะ ๆ เหมือนเดิมนะครับ “
“ ได้เลยจ้ะ “ ผมหันไปมองค้อนกับคำพูดจ๊ะจ๋าของเพื่อนร่วมงาน จองชินทำกาแฟอร่อยกว่าเลยได้รับหน้าที่นี้ไป ส่วนผมถ้าเลี่ยงได้จะขอทำหน้าที่เสิร์ฟเท่านั้น
“ ถามจริงเหอะ แจจินเป็นลูกพี่ลูกน้องของนายแน่เหรอ หน้าไม่เห็นเหมือนกันสักนิด “
“ ก็เออน่ะสิ ลูกพี่ลูกน้องต้องหน้าเหมือนกันทุกคนเหรอไง “
“ ก็นายเคยบอกว่าไม่มีญาติที่โซลไม่ใช่เหรอ ไหงโผล่มาขออาศัยกับนายได้หละ “
“ ...........จะรู้ดีเกินไปแล้วนะ “
“ ฉันไม่ใช่เด็กอมมือนะเฟ้ย อะ! เอาไปให้เด็กนายได้แล้ว “ ผมแทบอยากจะหาอะไรมาอุดปากเจ้าคนปากดีนี่จริง ๆ มีความลับอะไรไม่เคยปิดจองชินผู้แสนรอบรู้ได้เลยสักครั้ง ถ้าแจจินไม่มาหาผมที่ร้านหมอนี่คงไม่รู้ ไม่สิ! เรียกว่ามาหาผมไม่ได้ แจจินไม่ได้ตั้งใจมาหาผมเลยสักนิด
“ ลาเต้ใส่นมเยอะ ๆ ได้แล้ว “
“ ขอบใจ “ แจจินแหงนหน้ายิ้มให้ผมพร้อมกับรับแก้วลาเต้ไปดื่ม สีหน้าของแจจินนับว่าดีขึ้นมาก ดูมีชีวิตชีวากว่าแต่ก่อนแต่ภายในหละ?
“ คืนนี้ทำอะไรกินกันดี อยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า “
“ อะไรก็ได้ “
“ .........อย่างนั้นเหรอ “ผมยิ้มให้แจจินก่อนเดินกลับมาที่เดิม
“ ถามอะไรหน่อยสิ พวกนายถึงขั้นไหนกันแล้ว “
“ ไอ้จองชิน! บอกแล้วไงว่าฉันกับแจจินไม่ได้เป็นอย่างที่นายคิด “
“ ก็เท่าที่ฉันเห็นมันเป็นแบบนั้นนี่หว่า “ คำพูดของจองชินกำลังทำให้ผมโกรธ โกรธเพราะมันแทงใจดำผมเข้าเต็ม ๆ ดูเหมือนคนรักกันอย่างนั้นเหรอ ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็ดีสิ ผมมีความสุขที่มีแจจินอยู่ด้วยกันก็จริง แต่คงดีกว่านี้ถ้าผมกับแจจินเป็นอย่างที่จองชินพูด
“ ไม่รู้อะไรหยุดพูดไปเลยดีกว่า “ และมันคงไม่มีทางเป็นจริงได้ในเมื่อแจจินยังอาลัยอาวรณ์แฟนเก่าอยู่ ผมรู้ได้ยังไงน่ะเหรอ เพราะการกระทำของแจจินมันกำลังฟ้องยังไงหละ
ผมหันมองออกไปข้างนอกร้าน ภาพคู่รักชายหญิงกำลังเดินควงกันอีกฟากของถนน ผู้ชายคนนั้นผมจดจำได้ดีว่าเป็นใคร นี่คือเหตุผลว่าแจจินมานั่งอยู่ในร้านนี้ทำไม เขาไม่ได้ตั้งใจมารอกลับพร้อมผม แต่เป็นเพราะตั้งใจมาแอบดูคนรักเก่าต่างหาก
ไม่รู้ว่าแจจินมีอาการหรือแสดงสีหน้าแบบไหนอยู่ แผ่นหลังบอบบางยังคงนั่งนิ่งเหมือนเดิม และเจ้าตัวคงไม่ต้องการให้ผมเข้าไปรับรู้ว่ากำลังรู้สึกยังไง รู้ถึงความต้องการของแจจินไปเสียทุกเรื่อง แต่แจจินกลับไม่รู้ถึงความต้องการของผมเลยสักนิด แม้แต่เรื่องเดียวก็ไม่เคยรู้..............แจจินคงไม่ต้องการที่จะรู้
-----------------------------------------------
คืนนี้ผมกับแจจินทำหม้อไฟกินกัน ตลอดการกินอาหารค่ำมีเพียงความเงียบสงบเท่านั้นที่ผมสัมผัสได้ อยู่ด้วยกันมาสามอาทิตย์แทบนับคำได้ว่าวันหนึ่ง ๆ แจจินพูดหรือเล่าอะไรให้ฟังบ้าง อยากรู้เหลือเกินว่าก่อนหน้าที่จะเลิกกับแฟนเก่าแจจินมีนิสัยยังไง เท่าที่ผมสังเกตเห็นเวลาแจจินเจอแฟนตัวเองตรงหน้าร้านหนังสือก็มักมีรอยยิ้มปรากฏออกมาให้เห็นเสมอ หรือว่าผู้ชายคนนั้นกลืนกินความเป็นตัวตนของแจจินไปหมดสิ้นแล้ว
“ กินเยอะ ๆ นายผอมมากเลยรู้ตัวหรือเปล่า “ ผมรีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านนั่นทิ้งแล้วคีบอาหารใส่ชามให้จนแทบล้น ในเมื่อแจจินไม่คุยผมเป็นฝ่ายชวนคุยเองก็ได้
“ พรุ่งนี้ตอนฉันเลิกงานแล้วไปซื้อเสื้อผ้ากันมั้ย ซื้อชุดนักเรียนเพิ่มด้วย เสื้อผ้าฉันมันใหญ่เกินไป เห็นแล้วทรมาณแทน “
“ อืม “
“ พรุ่งนี้ทำสปาเก็ตตี้ดีมั้ย ฉันทำอร่อยนะจะบอกให้ “
“ ฉันมีบางอย่างจะบอก “ ผมคีบเนื้อใส่ปากรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ นาน ๆ ทีแจจินมีเรื่องจะบอกทำให้ผมอดตื่นเต้นไม่ได้ และอาการสำนึกผิดตั้งแต่ยังไม่เริ่มเล่านี่ยิ่งทำให้ผมอยากรู้ว่าแจจินจะบอกผมเรื่องอะไร ร้ายแรงหรือเปล่านะ?
“ คือ......ที่จริงแล้วฉันไม่ได้อยู่กับแฟนหรอก ก็แค่ไปอาศัยอยู่ ฉันมีบ้านแต่ไม่อยากกลับ.......นายโกรธหรือเปล่าที่ฉันโกหกว่าไม่มีที่ไป “
“ โกรธสิ แต่ฉันจะโกรธที่นายไม่ยอมกลับบ้านมากกว่า ป่านนี้พ่อแม่นายไม่เป็นห่วงแย่เหรอ “ ผมถามเสียงเข้มพลางมองคนตรงหน้าด้วยความไม่พอใจ และเป็นผมเองที่ผิดที่ไม่คิดว่าเด็กม.ปลายยังไงก็ต้องมีบ้านอยู่ รู้อย่างนี้แล้วอยากไล่ให้กลับบ้านเสียตอนนี้เลยด้วยซ้ำ
“ ไม่มีใครเป็นห่วงฉันหรอก “
“ เอ้ะ! “ รอยยิ้มเศร้าปรากฏบนใบหน้า ผมมองไม่ออกจริง ๆ ว่าความหมายของมันคืออะไร มีบ้านแต่บอกว่าไม่มีใครเป็นห่วง........มันหมายความว่ายังไงกันแน่
“ แม่ฉันแต่งงานใหม่แล้วย้ายไปอยู่กับสามีที่ต่างประเทศ ฉันรู้ว่าแม่ไม่ต้องการให้ฉันไปด้วยก็เลยขออยู่ที่นี่ แค่เห็นแม่มีความสุขกับครอบครัวใหม่ฉันก็มีความสุขแล้วหละ “
“ แล้วนายกินอยู่ยังไง ลำบากหรือเปล่า “ ผู้ชายคนนี้เข้มแข็งกว่าที่ผมคิดไว้ กำลังพูดเรื่องเศร้าของตัวเองอยู่แท้ ๆ กลับไม่มีร่องรอยความทุกข์ให้เห็นสักนิด แม้แต่อาการของคนอยากร้องไห้ก็ไม่สามารถเห็นได้จากคนที่ชื่อแจจินนี่เลย
“ แม่ส่งเงินมาให้ทุกเดือนไม่ลำบากหรอก กำลังสงสัยอยู่หละสิว่าทำไมฉันถึงไม่ร้องไห้ “ ไม่ชอบรอยยิ้มแบบนี้เลยจริง ๆ สู้ให้แจจินทำหน้านิ่งเฉยเหมือนเดิมเสียยังจะดีกว่า ถึงแม้ภายนอกจะยิ้มแต่ข้างในกลับตรงกันข้าม ถ้าไม่อยากยิ้มก็ไม่ต้องฝืนใจหรอกนะ ผมไม่ต้องการ
“ ฉันร้องมามากพอแล้วหละ ขนาดโดนแฟนทิ้งยังไม่ร้องไห้เลย “ พอเถอะแจจิน หยุดเสแสร้งแกล้งยิ้มแบบนี้ได้แล้ว และคำพูดสุดท้ายที่แจจินเอ่ยออกมาก่อนก้มหน้าก้มตากินต่อ ทำให้ผมสงสารแจจินจับใจ
“ สงสัยหัวใจของฉันคงตายด้านแล้วหละมั้ง “
---------------------------------------------
เป็นอีกคืนที่ผมยอมให้แจจินนอนกอดเป็นหมอนข้างจำเป็น และตั้งแต่แจจินบอกว่าไม่อยากเห็นแก่ตัวนอนบนเตียงคนเดียว ผมกับเขาก็เลยย้ายขึ้นมานอนบนเตียงเสียเลย ช่วงเวลาแค่สามอาทิตย์ทำให้ผมรับรู้ว่าผมไม่ได้ชอบแจจิน แต่ความรู้สึกมันเพิ่มขึ้นมากกว่านั้น เด็กผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งซึ่งไม่เคยทำอะไรให้ผมสักอย่าง มีแต่ผมที่เป็นฝ่ายทำให้หยิบยื่นให้ ทั้งที่เป็นอย่างนั้นแต่ผมก็ยังพูดได้เต็มปากว่า...........ผมรักเขา
ไม่รู้ว่าแจจินจะอยู่กับผมไปอีกนานเท่าไหร่ เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันเพราะฉะนั้นเขาจะไปจากผมเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องหรืออ้อนวอนให้อยู่ ผมอยู่ในฐานะอะไรผมรู้ตัวดี
ไม่กล้าบอกความในใจให้แจจินได้รับรู้ ถึงจะพูดอะไรออกไปก็คงมีค่าเท่ากับศูนย์ พื้นที่ในหัวใจของแจจินมีไว้ให้แค่คนรักเก่าเท่านั้น ถ้าคนที่ผมกำลังกอดอยู่รู้สึกรักผมบ้างก็คงดี ขอแค่เศษหนึ่งส่วนสี่ที่มอบให้ผู้ชายคนนั้นก็ได้ ไม่กล้าเข้าไปแทนใครคนนั้นเพราะตำแหน่งนั้นมันสูงเกินไปสำหรับผม
ถ้าแจจินมีใจให้สักนิด อ้อมแขนซึ่งผมกำลังถูกโอบกอดอยู่นี้คงรู้สึกถึงความอบอุ่นขึ้นมาบ้าง
To Be Con<<<