Link Fiction


Link fiction


คู่รัก-Seunghyun&Jaejin
++คู่รักintro++
+++คู่รัก1+++
+++คู่รัก2+++
+++คู่รัก3+++
+++คู่รัก4+++
+++คู่รัก5+++
+++คู่รัก6+++







Moonlight Angle-Seunghyun&Jaejin
Moonlight Angle1/Moonlight Angle2/Moonlight Angle3
Moonlight Angle4/Moonlight Angle5/Moonlight Angle6
Moonlight Angle7/Moonlight Angle8/Moonlight Angle9
Moonlight Angle10/Moonlight Angle11/Moonlight Angle12
Moonlight Angle13/Moonlight Angle14/Moonlight Angle15(End)





Love sick-Heechul&Jaejin
Lovesick01/Love sick02/Love sick03/Love sick#04/Love sick#05
Love sick#06/Love sick#07/Love sick#08/Love sick#09/Love sick#10
Love sick#11/Love sick#12/Love sick#13/Love sick#14/Love sick#15
Love sick#16/Love sick#17/Love sick#18/Love sick#19/Love sick#20
Love sick#21/Love sick#22/Love sick#SP1/Love sick#SP2





Shortfic-Seunghyun&Jaejin
A Bitter Day[1][2]*End
Heart beat
Only kiss me&merry christmas
เริ่มต้นที่ตอนจบ
Romeo & Juliet
L O V E
Caramel lovE[1][2]*End
Lie
Forbidden Lover





Precious Time-Wonbin&Jaejin
Precious Time#intro/Precious Time#01/Precious Time#02/Precious Time#03
Precious Time#04/Precious Time#05/Precious Time#06/Precious Time#07
Precious Time#08






Shortfic-Heechul&Jaejin
I'm not virgin
In my arms
Little Santa Clause
I'm yours
Pirate
Your eyes only
ก็เด็กมันยั่ว
รักคุณเข้าอีกแล้ว





Shortfic-Wonbin&Jaejin
After love
Always be mine
Because of you
Crazy love
Daisy
Horizon
love diary
Sign





Shortfic-Jonghun&Jaejin
You and i




Shortfic-Jonghun&Hongki
FATE




Shortfic-Jungshin&Jaejin
Hot issue




Shortfic-Jonghun&Minhyuk
Oh!


A Bitter Day#2


…..A Bitter Day...
++Actor....Seunghyun&Jaejin
++by..YoYuMe++
...Chapter2/2...End





“ ลาเต้ใส่นมเยอะ ๆ ได้แล้ว “ ผมนำกาแฟมาเสริฟ์ให้แจจินเหมือนทุกวัน และตรงตำแหน่งเดิมทุกครั้งที่คน ๆ นี้อ้างว่ามารอกลับพร้อมผม...........ที่นั่งติดกับผนังกระจกใส


“ เอ่อ....เลิกงานแล้วนายช่วยไปที่ ๆ หนึ่งกับฉันหน่อยได้มั้ย “


“ เอ้ะ! ได้สิ “ ผมพยักหน้ารับคำก่อนเดินแยกกลับมาทำหน้าที่ของตัวเองต่อ ภาพเหตุการณ์เดิม ๆ ข้างนอกริมฝั่งถนนปรากฏสู่สายตา ผมละจากภาพนั้นแล้ววกกลับเข้ามามองแผ่นหลังของแจจิน อยากเข้าไปกระชากเจ้าของแผ่นหลังนั่นให้รู้สึกตัวสักทีว่ากำลังทำอะไรอยู่ มัวแต่มานั่งแอบมองด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์อยู่อย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น



เมื่อไหร่นายจะก้าวออกมาจากอดีตสักที..........แจจิน









----------------------------------------------------------









“ เราจะไปที่ไหนกันเหรอ “ ผมถามคนตรงหน้าซึ่งกำลังเดินนำออกมาจากตัวลิฟท์ภายในคอนโดหรู สถานที่ ๆ แจจินพามาต้องใช้เวลาในการนั่งรถไฟฟ้าหลายสถานีกว่าจะมาถึง


“ ฉันจะมาเอาของที่ห้องพี่ดองวุก แต่ฉันไม่กล้ามาคนเดียวก็เลยให้นายมาเป็นเพื่อน “


“ เอ้ะ! “


“ .......แฟนเก่าฉันเอง “ สีหน้าของแจจินมีเพียงความเรียบเฉยเท่านั้นที่ผมสัมผัสได้ เดาไม่ถูกจริง ๆ ว่าแจจินกำลังคิดหรือรู้สึกยังไงอยู่ ผมไม่ซักถามอะไรอีกยอมเดินตามไปอย่างเงียบ ๆ จนมาหยุดยืนหน้าห้อง ๆ หนึ่ง คงเป็นห้องของผู้ชายที่ชื่อดองวุกอะไรนั่น ผมสังเกตเห็นมือที่ยื่นไปกดกริ่งหน้าห้องว่ามันกำลังสั่น คงกลัวกับการต้องเผชิญหน้าคนรักเก่าสินะ


“ ค่าาาาา “ ไม่นานประตูก็ถูกเปิดออก แต่คนที่มาเปิดนั้นกลับไม่ใช่คนที่พวกผมคิด ผมนิ่งมองหญิงสาวตรงหน้าที่ถึงแม้จะมีอาการตกใจกับการมาเยือนของแจจินกับผม แต่เธอกลับมีรอยยิ้มมอบมาให้


“ ใครมาเหรอดาเฮ “ ผมมองเลยไปยังผู้ชายที่น่าจะชื่อดองวุกยื่นหน้ามาจากข้างหลัง เห็นแจจินเพียงเท่านั้นก็ถึงกับนิ่งไปทันที


“ ผมมาเอาของครับ “


“ น่าจะโทรมาบอกกันก่อนแต่ฉันก็เตรียมไว้ให้แล้วหละ รอแป๊บหนึ่งนะ “ผมมองเจ้าของห้องเดินกลับเข้าไปหยิบของที่ว่าก่อนวกกลับมายิ้มให้หญิงสาวซึ่งคงไม่ได้เอะใจอะไรกับการโผล่มาของแจจินกับผมเลยสักนิด ไม่นานเธอก็เดินกลับเข้าไปข้างในอีกคน ผมหันไปมองแจจินที่ยังคงมีความเรียบเฉยปรากฏบนใบหน้าเหมือนเดิม....กำลังพยายามสะกดกลั้นบางสิ่งบางอย่างไว้อยู่สินะ


“ ของทุกอย่างอยู่ในนี้หมดแล้ว “ ดองวุกเดินถือกระเป๋าเป้ขนาดใหญ่ออกมาก่อนยื่นส่งคืนให้เจ้าของ ผมทำได้แค่ยืนดูอยู่เงียบ ๆ อยากรู้ว่าแจจินจะแสดงความเข้มแข็งได้นานสักแค่ไหน


“ แฟนใหม่นายเหรอ “


“ เอ้ะ! มะ...ไม่ “


“ ครับ เขาเป็นแฟนใหม่ผม “ ยังไม่ทันได้อ้าปากแก้ต่างอะไร คนถือทิฐิก็เอาผมเข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้เสียแล้ว


“ เห็นนายมีความสุขฉันก็สบายใจ โชคดีนะ “


“ .........ครับ “ เหมือนจะจากกันด้วยดีแต่ผมรู้ว่ามันไม่ใช่ ผมกับแจจินเดินกลับมายังลิฟท์อีกครั้งหลังจากประตูห้องปิดตัวลงเรียบร้อย ผมคว้ากระเป๋าเป้มาถือให้ ของในกระเป๋าคงเยอะพอสมควรเพราะน้ำหนักที่ทิ้งอยู่บนไหล่ทำเอาเข่าผมแทบทรุดแต่แจจินคงไม่รู้สึกอะไร และในขณะที่ผมคว้ากระเป๋ามาถือนั้นเจ้าตัวคงไม่รับรู้เหมือนกัน ผมจะเรียกสติให้กลับคืนมายังไงดีนะ


“ ลิฟท์มาแล้ว “ ผมดันหลังแจจินให้เดินเข้าไปในกล่องสี่เหลี่ยม เงาสะท้อนจากประตูซึ่งทำด้วยกระจกทำให้ผมรู้ว่าผมพาคน ๆ นี้กลับมาแค่ตัวแต่หัวใจยังอยู่ข้างบน


“ มีความสุขอย่างนั้นเหรอ...... “ ผมกระชับกระเป๋าเป้บนไหล่ทำเป็นไม่ได้ยินน้ำเสียงตัดพ้อที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ แจจินไม่อยากให้ผมเห็นความอ่อนแอผมก็จะไม่มอง และรู้ดีว่าถึงแม้แจจินจะเสียใจกับการกระทำและคำพูดไร้เยื่อใยที่ได้รับมากขนาดไหนก็คงไม่ร้องไห้ ชั่วขณะหนึ่งผมแอบชำเลืองมองผ่านกระจกก็เห็นว่าแจจินเป็นอย่างที่ผมคิดไว้จริง ๆ



ไม่มีน้ำตาออกมาสักหยด............



“ ผมกำลังเป็นทุกข์อยู่ต่างหาก......ตาบอดเหรอไง “ หลังจากนั้นก็ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาอีก ภายในตัวลิทฟ์มีเพียงความเงียบสงบเพราะต่างฝ่ายต่างตกอยู่ในความคิดของตัวเอง



ไร้ซึ่งคำพูดใด ๆ นอกจากสองมือที่กำลังกอบกุมกันอยู่...............เท่านั้น









----------------------------------------------









ฝนตกพรำ ๆ นอกหน้าต่าง ผมนอนฟังเสียงมันตั้งแต่ลงเม็ดหนักใหม่ ๆ จนถึงตอนนี้ก็ยังข่มตาหลับไม่ลง อ้อมกอดที่ผมได้รับทุกคืนแต่คืนนี้กลับได้รับความอบอุ่นจากผ้าห่มเพียงอย่างเดียว แรงเคลื่อนไหวบนเตียงพอทำให้รับรู้ว่าคนนอนข้าง ๆ กำลังร้องไห้ ไร้เสียงสะอื้นไร้ร่องรอยของการบ่งบอกว่าแจจินกำลังมีน้ำตา ฉากความเข้มแข็งคงมาถึงจุดสิ้นสุด แจจินพยายามปกปิดความอ่อนแอไม่ให้ผมเห็นแต่เรื่องของคนที่ผมรัก.......ทำไมหรือจะไม่รู้



ผมตัดสินใจหันไปหาแจจินแล้วคว้าตัวเขาเข้ามากอด แจจินมีอาการตกใจเล็กน้อยในตอนแรกแต่ไม่นานก็ยอมให้ผมกอดแต่โดยดี



“ นอนได้แล้ว เดี๋ยวก็ไปนั่งหลับในห้องเรียนหรอก “ ได้ยินเสียงร่างในอ้อมกอดสูดน้ำมูกเบา ๆ ผมทำเป็นมองข้าม เขาว่ากันว่ายิ่งปลอบใจมากเท่าไหร่คนเศร้าก็ยิ่งมีแต่จะร้องไห้หนักขึ้นเท่านั้น และที่สำคัญ.......ผมปลอบใจใครไม่เป็น


“ คืนนี้ลืมกอดฉันหรือเปล่า นายเลยนอนไม่หลับ “ แปลก! เมื่อก่อนไม่เคยสนใจว่าแชมพูที่ตัวเองใช้อยู่มีกลิ่นแบบไหน พอได้มาสูดดมบนเรือนผมของผู้อยู่อาศัยแล้วเพิ่งรู้ว่ามันหอมมาก กลิ่นกายก็หอมไม่แพ้กัน


“ พิเศษให้แล้วกัน คืนนี้ฉันจะเป็นฝ่ายกอดนายเอง “ ไหนบอกว่าร้องไห้มามากพอแล้วยังไงหละ ใครกันนะที่บอกว่าขนาดแฟนทิ้งยังไม่ร้อง แล้วสิ่งที่ผมสัมผัสได้ตรงท่อนแขนมันเรียกว่าอะไร


อย่างน้อยแจจินก็ทำให้ผมรู้ว่าเขายังมีความรู้สึก หัวใจยังเต้นเป็นจังหวะเหมือนผม ไม่ได้ตายด้านเหมือนอย่างที่เจ้าตัวเคยบอก ถึงแม้แจจินจะร้องไห้ให้คนรักเก่าและมันทำให้ผมต้องเจ็บปวด แต่ผมก็ยินดีที่เห็นเขามีน้ำตา ดีกว่าต้องทนเก็บเอาไว้



อย่างน้อยเขาก็ร้องไห้ให้ผมเห็นแค่คนเดียว......ถือว่าเป็นเรื่องโชคดีไม่ใช่เหรอ?








----------------------------------------------








ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ครั้งนั้นดูเหมือนอะไร ๆ จะดีขึ้นตามลำดับ แจจินร้องไห้แค่ครั้งเดียวแล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีน้ำตาให้ผมเห็นอีกเลย และที่น่าแปลกอีกอย่างคือเวลาแจจินมานั่งรอผมที่ร้านCoffee houseเขาไม่ได้นั่งตรงริมผนังร้านอีกต่อไป ทุกวันนี้แจจินใช้เคลานเตอร์เป็นสถานที่นั่งรอผมไปสียแล้ว



หรือจะทำใจได้แล้ว?



“ การบ้านเยอะจัง เลิกงานเมื่อไหร่สะกิดบอกฉันด้วยนะ “


“ อืม “ ผมพยักหน้ารับคำพลางวางแก้วลาเต้ลงบนโต๊ะ สีหน้าของแจจินดูคร่ำเคร่งกับการทำการบ้านภาษาอังกฤษมากเหลือเกิน


เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ แต่ทำไมดูเหมือนผมกลับเป็นฝ่ายกระวนกระวายแทนยังไงบอกไม่ถูก แจจินดูเหมือนคนตัดใจได้ก็จริงแต่อาจจะเป็นแค่เพียงภาพภายนอกก็ได้ ข้างในนั้นผมไม่สามารถหยั่งรู้ได้เลยว่าความจริงแล้วตอนนี้แจจินรู้สึกกับผู้ชายคนนั้นยังไง


พูดยังไม่ทันขาดคำก็โผล่มาให้เห็นทันที ผมนิ่งมองภาพคู่รักข้างนอกร้านก่อนวกกลับมาก้มมองคนซึ่งกำลังทำการบ้านอยู่ ผมอยากจะดีใจแต่อีกใจกลับบอกว่าจะรู้สึกแบบนั้นไปทำไมกัน ถึงแม้แจจินจะตัดใจได้จริงแต่ผมก็เป็นแค่คนนอกอยู่ดี ถ้าแจจินรู้สึกรักใคร่ชอบพอในตัวผมก็คงแสดงออกมาให้เห็นบ้าง ผมทำได้แค่คิดเพราะมันไม่เคยเกิดขึ้นเลยสักครั้ง ผมคงเป็นได้แค่เจ้าของบ้านส่วนแจจินเป็นแค่ผู้อาศัย ผมกับเขาคงเป็นได้แค่ฐานะนี้เท่านั้นจริง ๆ









----------------------------------------------------








“ ทำการบ้านเสร็จหรือยัง “


“ ยังเลย เหลืออีกตั้งเยอะ “


“ ช่วงนี้นายคงเรียนหนัก เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะทำอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายให้แล้วกัน “


“ อืม “ ผมยิ้มให้แจจินที่ผละจากกองหนังสือย้ายตัวเองมานั่งลงบนโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวเล็กกลางห้องแทน ผมตักข้าวผัดกิมจิยื่นส่งให้ ฝีมือการทำกับข้าวของผมคงถูกปากผู้อาศัยเพราะช่วงนี้แจจินกินเยอะขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก บางครั้งผมตักข้าวเพิ่มให้โดยที่เจ้าตัวไม่ได้ร้องขอแต่ข้าวในจานก็หมดเกลี้ยงตลอดไม่มีเหลือ แจจินดูมีเนื้อมีหนังขึ้น ไม่เหมือนตอนมาอยู่ใหม่ ๆ


“ ข้าวติดแก้มแหน่ะ “


“ อ้ะ! “ การกระทำของผมคงทำให้แจจินตกใจ ผมแค่ยื่นมือไปหยิบเม็ดข้าวที่ติดตรงมุมปากออกให้ ถ้ามองไม่ผิดแจจินกำลังเขิน พักหลังมานี้แค่ผมสัมผัสโดนตัวก็ดูเหมือนจะมีปฏิกิริยาประมาณนี้ทุกครั้ง ยิ่งเห็นคนตรงหน้ามีอาการเขินมากเท่าไหร่ทำให้ผมยิ่งอยากจะแกล้งมากขึ้นเท่านั้น เพราะเวลาแจจินเขินแล้ว.........น่ารักเป็นบ้า









--------------------------------------------






ไม่รู้ว่าผมเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ สะดุ้งตื่นอีกทีก็เห็นว่าแจจินยังคงนั่งทำการบ้านอยู่ กินข้าวเสร็จคิดจะนอนเล่น ๆ แต่เอาเข้าจริงดันเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว ดูเหมือนแจจินยังไม่รู้ว่าผมตื่นแล้ว ผมยิ้มกับภาพคนที่ตัวเองรักกำลังคร่ำเคร่งอยู่กับการบ้านกองโตก่อนหันหลังพลิกไปอีกทางอย่างเงียบที่สุดเพื่อนอนต่อ


แต่ผ่านไปยังไม่ถึงห้านาทีก็รู้สึกได้ถึงเสียงยวบยาบบนเตียงข้าง ๆ ผมลืมตาขึ้นอีกครั้งก็พบว่าบรรยากาศในห้องถูกปกคลุมด้วยความมืด แจจินคงทำการบ้านเสร็จแล้ว


“ นายยังไม่หลับใช่มั้ย “ สงสัยผมคงพลิกตัวแรงเกินไปจนทำให้แจจินรู้ตัว แต่เสียงกระซิบที่ได้ยินถ้าฟังไม่ผิดมันดังตรงข้างหูผมนี่เอง ผมตัดสินใจค่อย ๆ เอี้ยวตัวหันไปหา ผงะถอยหลังแทบไม่ทันเมื่อใบหน้าของเจ้าของคำถามอยู่ใกล้เกินความจำเป็น คืนนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่ง แสงของดวงจันทร์ส่องลอดเข้ามาทางช่องหน้าต่างบนหัวเตียง สะท้อนใบหน้าเนียนใสให้ดูน่ามองมากขึ้นเป็นร้อยเท่า


“ ทำอะไรของนาย! “ ผมถามด้วยความตกใจเมื่อแจจินโน้มตัวลงมาค่อมทับอยู่บนตัว ยังไม่ทันได้ขยับตัวหรือพูดอะไรเจ้าของกลีบปากบางก็ก้มลงมาจูบปิดปากผมไว้เสียก่อน รสจูบที่แจจินมอบให้ยอมรับว่าทำให้ผมรู้สึกดีไม่น้อย ผมหลงเคลิ้มไปกับรสจูบนั้นอยู่นาน แต่ลิ้นซุกซนซึ่งพยายามดุนดันเข้ามาในโพรงปากทำให้ผมได้สติ


“ ทำบ้าอะไรของนาย! “ ผมผลักไหล่บอบบางให้ออกห่างจากตัวพลางตวาดถามด้วยความโมโห


“ ฉันแค่ต้องการจะตอบแทน “


“ ตอบแทนเรื่องอะไร? “


“ ก็ที่นายให้ฉันอาศัยอยู่ที่นี่ไง ฉันอยากตอบแทน.......... “


“ ถ้านายจะตอบแทนด้วยการทำแบบนี้ก็ไม่ต้อง ฉันไม่ต้องการ! “ ความอดทนของคนเรามีขีดจำกัด คิดว่าตัวเองมีความอดทนพอกับเรื่องทุกอย่าง แต่คำพูดของแจจินทำให้ความโกรธของผมกำลังพลุ่งขึ้นถึงขีดสุด คนที่ตัวเองรักยอมพลีกายให้แต่ไร้ซึ่งความรู้สึกแล้วมันจะไปมีความหมายอะไร แจจินคงผ่านอะไรมาเยอะเลยเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมทำไม่ลง


“ ขอโทษ “ คนสำนึกผิดพูดเสียงเบาพร้อมล้มตัวลงนอนหันหลังให้ ผมจ้องมองแผ่นหลังนั้นผ่านความมืด ผมอาจจะใช้น้ำเสียงแรงเกินไปแต่ถ้าไม่ทำแบบนั้นแจจินคงไม่สำนึก ถึงแม้จะเสียดายแต่ผมต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง


“ นายชอบฉันใช่มั้ย “


“ เอ้ะ! “ แล้วคำถามของแจจินทำให้ผมต้องตกใจอีกรอบ ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันผมพยายามเก็บอาการไม่แสดงออกไปให้รู้ หรือว่าผมยังแสดงไม่แนบเนียนพอ หรือแจจินแค่แกล้งถามผมเล่น ๆ


“ ตอนที่ฉันยืนรอพี่ดองวุกที่หน้าร้านหนังสือ ฉันรู้นะว่านายแอบมองฉันทุกวัน “


“ .................... “


“ นายชอบฉันใช่มั้ย “


“ ...................... “ ผมพูดอะไรไม่ออก จู่ ๆ ก็หายใจติดขัดขึ้นมาเสียอย่างนั้น ใครเลยจะคิดว่าแจจินจะรู้การกระทำของผม ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา เพิ่งรู้ตัวว่าไม่ได้มีผมฝ่ายเดียวที่มอง ผมจะทำยังไงกับสถานการณ์อึดอัดนี้ดี แล้วพรุ่งนี้ผมจะมองหน้าแจจินได้ยังไง อยากถามความรู้สึกของแจจินว่าคิดยังไงกับเรื่องนี้ แต่ตอนนี้ผมพูดอะไรไม่ออกจริง ๆ


“ อย่าชอบคนอย่างฉันเลย ฉันคงไม่ดีพอสำหรับนายหรอก “ คำพูดที่ได้ยินคือคำปฏิเสธความรู้สึกของผมด้วยความสุภาพหรือเปล่า เป็นการใช้คำพูดให้ดูนุ่มนวลที่สุด แจจินคงกลัวผมเสียใจสินะ แต่ถึงแม้จะใช้คำพูดแบบนั้นก็ทำให้ผมเจ็บปวดทั้งนั้น



ไม่รักก็คือไม่รัก..........คงตีความหมายเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้



“ อ้ะ! “ แจจินร้องเสียงหลงด้วยความตกใจเมื่อผมคว้าไหล่บอบบางให้หันมาแล้วกระทำแบบเดียวกับที่แจจินทำกับผมเมื่อกี้ ผมบดเบียดริมฝีปากบางไปตามอารมณ์ปรารถนา อดทนมาเป็นแรมเดือน เวลาอยู่ใกล้แจจินหรือโดนกอดรู้บ้างหรือเปล่าว่าผมต้องใช้ความอดทนมากขนาดไหน


“ ไหนนายบอกว่าไม่ต้องการไงหละ “ ลมหายใจอุ่นรดรินบนใบหน้ากันและกัน ผมจำต้องผละออกจากริมฝีปากบางด้วยความเสียดายเพราะกลัวว่าแจจินจะหายใจไม่ทัน


“ นายต้องการแบบนี้ไม่ใช่เหรอไง “ ผมเพ่งฝ่าความมืดก้มมองดวงตาเรียวเล็กซึ่งไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ตอนจูบกันเมื่อกี้แจจินไม่ได้แสดงอาการต่อต้านแถมเป็นฝ่ายจูบตอบผมด้วยซ้ำ ผมจูบเพราะความรัก แต่แจจินจูบผมด้วยความรู้สึกยังไง?


มือเรียวคว้าต้นคอผมให้โน้มลงไปหาอีกครั้ง ไม่มีใครเอื่อนเอ่ยอะไรกันอีกเพราะต่างฝ่ายต่างกำลังใช้กายบอกผ่านความรู้สึก ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ผมไม่สามารถหยั่งรู้อนาคตได้ แต่สิ่งที่มันกำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ ในเมื่อแจจินต้องการและผมเองก็ต้องการเหมือนกัน..............แล้วผมจะต้องรู้สึกผิดชอบชั่วดไปทำไม








-----------------------------------------------








แสงแดดอ่อนยามเช้าส่องลอดเข้ามาทางช่องหน้าต่าง ทำให้ผมจำต้องลืมตาตื่นขึ้นจากการหลับไหล พื้นที่บนเตียงข้างตัวว่างเปล่า ไร้เงาซึ่งผมนอนกอดตลอดทั้งคืน


“ จะไปโรงเรียนแล้วเหรอ “ ผมร้องเรียกแจจินที่เตรียมจะออกจากห้องไว้ได้ทัน แจจินหันมาหาผมแต่สายตาไม่ได้มองผมเลย ที่หน้าต่างมีอะไรน่าสนใจมากกว่าหรือยังไงกัน


“ ฉันจะไปทำการบ้านต่อที่โรงเรียน เมื่อคืนยังทำไม่เสร็จ “ แม้กระทั่งตอนนี้ผมก็ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าคนตรงหน้ากำลังคิดอะไรอยู่ เรื่องราวเมื่อคืนยังชัดเจนในความทรงจำ ร่องรอยความอบอุ่นของแจจินยังมีหลงเหลือบนตัวผมด้วยซ้ำ ถ้าการกระทำเมื่อคืนไมได้เรียกว่าการฝืนใจ แล้วทำไมแจจินถึงไม่ยอมสบตาผม......ทำไม?


“ มาหาฉันแป๊บหนึ่งสิ “


“ เอ้ะ! อืม “ คนตรงหน้ามีอาการลังเลเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ยอมทำตามคำขอร้องแต่โดยดี ผมยื่นมือรอรับทุกจังหวะการก้าวเดินของแจจิน ดวงตาเรียวเล็กแอบชำเลืองมองการกระทำของผมก่อนหลบตาลงมองพื้น แจจินเดินมาหยุดตรงข้างเตียงแต่ผมก็ยังยื่นมือค้างไว้อยู่อย่างนั้น เป็นเชิงบังคับว่าอีกคนต้องทำยังไง ผมลอบยิ้มมุมปากเมื่อมือเรียวยอมยื่นมาจับ ถึงแม้เจ้าของมือเรียวจะยังไม่ยอมสบตาผมเหมือนเดิมก็ตาม


“ อ้ะ! “ ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมคว้าเอวเขาเข้ามากอด ผมกอดแจจินด้วยความรู้สึกทั้งหมด แจจินคงรับรู้ได้ว่าผมรู้สึกยังไง กลัวเหลือเกิน..........กลัวว่าร่างในอ้อมกอดจะอันตรธานหายไปในสักวัน


“ คืนนี้ทำหม้อไฟกินกันมั้ย “


“ ..............อืม “ ผมยอมปล่อยคนในอ้อมกอดให้เป็นอิสระอย่างเสียดาย ถ้าทำได้ผมไม่อยากปล่อยให้คลาดสายตาไปสักวินาทีเดียวด้วยซ้ำ ได้แค่ร่างกายมาครองแล้วหัวใจของแจจินเมื่อไหร่ผมจะได้เป็นเจ้าของสักที


“ ฉันต้องไปโรงเรียนแล้วหละซึงฮยอน “


“ เดี๋ยวก่อน “ ผมร้องเรียกคนที่หันหลังเตรียมจะเดินออกจากห้องไว้อีกครั้งด้วยความตกใจ ก็แค่อยากให้แน่ใจว่าผมไม่ได้หูฝาดหรือคิดไปเองคนเดียว


“ เมื่อกี้นายเรียกชื่อฉันใช่มั้ย “


“ ..............ลาก่อน “ แจจินไม่ยอมตอบคำถาม มีเพียงรอยยิ้มบนใบหน้าและการบอกลาเท่านั้นที่ได้รับ และเป็นรอยยิ้มแรกที่ผมรู้สึกว่าแจจินยิ้มออกมาจากใจ


แจจินออกไปจากห้องเรียบร้อยแล้วแต่รอยยิ้มที่เห็นยังคงทำให้ผมไม่หายตกใจสักที การกระทำของแจจินเมื่อกี้มันหมายความว่ายังไง ทั้งเหตุการณ์เมื่อคืน ไม่กล้าสบตาหรือแม้แต่รอยยิ้มที่เจ้าตัวปล่อยทิ้งไว้ก่อนออกไปจากห้อง ทั้งหมดแล้วมันคืออะไร



ความจริงแล้วแจจินรู้สึกยังไงกับผมกันแน่.........ใครก็ได้ช่วยไขข้อข้องใจให้ผมที









---------------------------------------------









“ ลาเต้ที่สั่งได้แล้วครับ “


“ เอ่อ........แต่เมื่อกี้ฉันสั่งเอสเพรสโซไปนะคะ “


“ อ้ะ! ขอโทษครับ เดี๋ยวผมไปเปลี่ยนมาให้ใหม่ “ ผมก้มหัวขอโทษลูกค้าแล้วรีบเดินกลับมาหาจองชินให้ทำแก้วใหม่ให้อีกรอบ


“ วันนี้เป็นอะไรอีกหละ รับออเดอร์ผิดทั้งวัน “ ใช่! วันนี้ผมรับออเดอร์ผิดตลอด อีกทั้งยังเสิร์ฟผิดโต๊ะไม่รู้กี่ครั้ง วันนี้ไม่มีสมาธิทำงานเอาเสียเลย ใจคอยพะวงนึกถึงแต่แจจินตลอด


“ เดี๋ยวฉันไปเสิร์ฟเอง นายนั่งสงบสติอารมณ์ไปเถอะ “


“ ขอบใจ “ ผมยิ้มเนือย ๆ ให้ความใจดีของเพื่อนร่วมงานพลางนั่งลงบนเก้าอี้อย่างคนหมดแรง วันนี้จะหยิบจับอะไรก็ดูเหมือนเป็นเรื่องผิดพลาดไปเสียหมด ผมก้มมองลาเต้แก้วที่ทำผิดก่อนยกมันขึ้นดื่ม อยากรู้ว่ามีรสชาติยังไงเพราะแจจินชอบสั่งแต่เมนูนี้อย่างเดียว


“ หวาน “ ผมรีบวางมันลงทันที รู้ผลลัพท์ของมันแล้วว่าหวานขนาดไหน ปกติเป็นคนกินกาแฟแบบขม ๆ พอได้มารับรู้รสชาติไม่คุ้นลิ้นแล้วแทบสำลัก ไม่รู้ว่าแจจินกินเข้าไปได้ยังไงกัน


“ จะว่าไปแล้วยังไม่เห็นเด็กนายเลยนะ “ คำพูดของจองชินทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่าผมกำลังรอแจจินอยู่ ผมหันไปมองนาฬิกาแขวนเรือนใหญ่พลางคิ้วขมวดมุ่นด้วยความสงสัยเพราะมันเลยเวลาไปเกือบหนึ่งชั่วโมงแล้ว ถ้าแจจินติดธุระก็มักจะโทรมาบอกผมก่อนทุกครั้ง แต่น้อยมากที่จะไม่มาตรงเวลา ไม่รอช้าผมรีบหยิบโทรศัพท์กดโทรหาแจจินทันที ติดแต่ไม่มีคนรับสาย ผมลองอยู่หลายครั้งแต่ก็เหมือนเดิม


ลางสังหรณ์ก่อเกิดเป็นรูปเป็นร่างให้ผมรู้สึกอีกครั้ง รู้สึกไม่ดีตั้งแต่เช้า ยิ่งแจจินไม่มาตรงตามเวลาเหมือนอย่างที่เคยทำความกระวนกระวายที่มีตั้งแต่เช้ามีแต่จะเพิ่มมากขึ้น แล้วผมก็ไม่อยากคิดไปเองหรอกนะว่าคำบอกลาเมื่อเช้ามันต้องมีอะไรแอบแฝงมากกว่านั้น


“ นายจะไปไหนน่ะ เฮ้ย! ซึงฮยอน “ ผมไม่มีเวลาแม้แต่จะหันไปตอบคำถามอะไรทั้งสิ้น ผมวิ่งออกมาจากร้านแล้วมุ่งหน้าไปยังสถานที่ซึ่งคิดว่าแจจินอาจจะอยู่ที่นั่น มันเป็นเพียงแค่ความคิดเพราะความจริงแล้วผมไม่รู้เลยว่าตอนนี้แจจินอยู่ที่ไหน แต่สันชาตญาณบอกว่าผมต้องไปที่นั่น.........นึกออกแค่ที่เดียวจริง ๆ



........................ลาก่อน..........................



คำบอกลาของแจจินและรอยยิ้มจริงใจที่เห็น นายไม่เห็นหรือไงซึงฮยอนว่าแววตาของแจจินไม่ได้ยิ้มตามเลยสักนิด นั่นอาจจะหมายถึงการบอกลาชั่วชีวิตก็ได้


ขอให้สิ่งที่ผมคิดเป็นเพียงแค่ความคิดบ้า ๆ ตอนนี้แจจินอาจจะไปรอผมที่ร้านแล้วก็ได้ แต่เพื่อความแน่ใจผมต้องไปให้เห็นกับตา ผมรีบวิ่งขึ้นบันไดด้วยแรงทั้งหมดที่มีจนมาหยุดยืนหอบหายใจหน้าห้องของตัวเอง ผมค่อย ๆ ยื่นมือไปคว้าลูกบิดประตู ภาวนาให้มันยังคงถูกล็อคเหมือนเดิม แต่แล้วสิ่งที่ผมคิดกลับตรงกันข้าม ใจกระตุกวาบเมื่อผมลองหมุนลูกบิดประตูแล้วพบว่า..........มันไม่ได้ล็อค


งั้นก็หมายความว่ามีคนอยู่ข้างใน และคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนซึ่งอาศัยอยู่กับผมมาเป็นแรมเดือน ผมค่อย ๆ ดันประตูให้เปิดออก เผยให้เห็นร่างของใครบางคนกำลังยืนทำบางสิ่งบางอย่างอยู่ และการกระทำของคน ๆ นั้นทำให้ผมแทบหยุดหายใจขึ้นมาทันที


“ แจจิน “


“ ซึงฮยอน! “ แจจินถึงกับผงะไปทันทีเมื่อเห็นการปรากฏตัวของผม คนตรงหน้าละมือออกมาจากกรอบรูปแล้วรีบหันหลังให้ ผมหันไปมองกรอบรูปซึ่งบุคคลในภาพคือตัวผมเองก่อนหันกลับมามองแผ่นหลังคนที่กำลังสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างไว้อีกอีกครั้ง


“ ทำไมไม่ไปหาฉันที่ร้าน แล้วนั่นกระเป๋าอะไร “ ผมมองกระเป๋าเป้ใบเดียวกับที่ไปเอามาจากบ้านของคนรักเก่าของแจจิน ตอนนี้แจจินกำลังสะพายมันอยู่ หมายความว่ายังไง.......เขากำลังจะไปจากผมอย่างนั้นเหรอ?


“ ฉันจะกลับบ้าน “


“ กลับบ้าน? ทำไมไม่อยู่ที่นี่ ที่บ้านไม่มีใครอยู่ไม่ใช่เหรอ “


“ แต่ฉันอยู่ที่นี่ไม่ได้อีกแล้ว ฉันไม่อยากเป็นภาระให้นาย “


“ พูดอะไรของนายน่ะแจจิน หันมามองฉันเดี๋ยวนี้นะ! “ ผมกระชากกระเป๋าใบใหญ่โยนทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใยดีก่อนคว้าคนหัวรั้นให้หันมาเผชิญหน้า ภาพที่เห็นทำเอาเข่าผมแทบทรุด การกระทำของแจจินกำลังทำให้ผมเป็นบ้าอีกครั้ง


“ นายก็ชอบฉันเหมือนกันใช่มั้ยแจจิน “


“ ไม่......ฉันไม่ได้ชอบนาย “


“ ถ้าไม่ชอบฉัน.....แล้วนายร้องไห้ทำไม “ คนตรงหน้ากำลังมีอาการอย่างที่ผมพูดจริง ๆ แจจินกำลังร้องไห้ ตอนผมเปิดประตูเข้ามาก็เห็นแจจินกำลังยืนลูบกรอบรูปพร้อมกับร้องไห้ไปด้วย ถ้าอาลัยอาวรณ์กันขนาดนี้แล้วยังคิดจะไปไหนอีก ไม่ได้คิดไปเองว่าแจจินก็ชอบผมเหมือนกัน การกระทำของแจจินมันฟ้องอยู่ทนโท่ คงไม่มีใครดีใจกับการต้องจากใครไปสักคนจนต้องร้องไห้หรอกนะ ความรู้สึกดีใจมันต้องยิ้มไม่ใช่มีน้ำตาแบบนี้


“ นายเสียใจที่ต้องจากฉันไปใช่มั้ย ถ้าไม่อยากไปแล้วนายจะไปทำไม “


“ ใช่! ฉันไม่อยากจากนายไป แต่ฉันไม่คิดจะรักใครอีกแล้ว ฉันกลัวการโดนทิ้ง กลัวว่าถ้าเกิดฉันรักนายไปแล้วนายเกิดเบื่อฉันเหมือนพี่ดองวุกขึ้นมาหละ “ แจจินเช็ดน้ำตาที่เปรอะเปื้อนแก้มสองข้างก่อนยกกระเป๋าเป้ขึ้นสะพายอีกครั้ง มือเรียวล้วงหยิบของบางสิ่งในกระเป๋าเสื้อแล้วยื่นมาให้ผม


“ ฉันคืนให้ ปล่อยฉันไปเถอะ อย่ารั้งฉันไว้เลย “ คำพูดของแจจินบาดลึกเข้าไปถึงข้างใน สร้างความเจ็บปวดให้หัวใจรวดร้าวทรมาน ผมก้มมองกุญแจห้องสำรองซึ่งเคยให้แจจินไว้ ไม่รู้ว่าผมร้องไห้ออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ มารู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อเห็นน้ำตาหยดลงบนฝ่ามือตัวเอง


การจากลามันเป็นแบบนี้นี่เอง ทั้งที่อากาศมีให้หายใจอยู่รายรอบ แต่ดูเหมือนว่าอากาศเหล่านั้นมันแฝงไว้ด้วยยาพิษ เมื่อผมสูดอากาศที่เป็นพิษเข้าไปในร่าง ราวกับว่าเรี่ยวแรงที่มีค่อย ๆ หดหายไปภายในพริบตา และอีกไม่นานยาพิษนั้นคงกลืนกินร่างของผมจนท้ายที่สุดคงเหลือแค่ร่างกาย.......ไร้ซึ่งชีวิต


“ ลาก่อน “ รอยยิ้มเศร้าปรากฏบนใบหน้า แจจินยิ้มให้ผมพร้อมกับกล่าวลาเป็นครั้งสุดท้าย ผมปล่อยให้แจจินเดินจากไป สงสัยตอนนี้ยาพิษคงค่อย ๆ ไหลผ่านไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย ไม่มีแรงแม้แต่ขยับ ไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะยื่นมือไขว่คว้ารั้งตัวแจจินเอาไว้



ไม่นะซึงฮยอน........นายจะปล่อยให้คนที่นายรักไปจากนายง่าย ๆ แบบนี้เหรอ
รั้งตัวเขาไว้สิ.........เร็วสิ รั้งตัวแจจินไว้



ผมได้สติรีบหันไปหาเจ้าของแผ่นหลังที่หยุดยืนกุมลูกบิดประตูอยู่ แผ่นหลังบอบบางสะท้านไหวขึ้นลงตามแรงสะอื้น ถ้าตัดใจได้จริงแจจินคงเดินออกไปจากห้องตั้งนานแล้ว เหมือนกำลังรอให้ผมทำอะไรบางอย่างอยู่



ผมคงคิดไม่ผิด..........แจจินต้องการให้ผมรั้งตัวเขาไว้จริง ๆ



ผมรีบเดินไปกระชากประตูปิดไว้ได้ทันก่อนแจจินจะเดินออกไป ฉุดรั้งไว้ด้วยสองมือด้วยความรัก คนในอ้อมกอดผมร้องไห้หนักขึ้น แต่มือเรียวที่กอบกุมซ้อนทับมือผมไว้อยู่นั้น ทำให้ผมรู้ว่าผมทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว


“ ไม่มีที่ให้ไปไม่ใช่เหรอ “


-The enD-

Oh!


........Oh!
++Actor...Jonghoon & Minhyuk
++by…..YoYuMe++
…ตอนเดียวจบ…




“ ไม่ไปจริงอะ “

“ อืม ฝากขอโทษพี่ฮีชอลด้วยนะ “

“ ชิชะ รู้หรอกหน่าว่าทำไมถึงไม่ไป “ ฮงกิจิกตามองหัวหน้าวงตัวเองด้วยความหมั่นไส้ พูดกัดขนาดนี้แล้วแต่ปฏิกิริยาตอบกลับที่ได้มามีเพียงความนิ่งเฉยเท่านั้น จงฮุนแค่แหงนหน้าขึ้นมองเขาแค่ห้าวินาทีก่อนกลับไปสนใจกับการทำท่าบริหารมือต่อ.......หมั่นไส้โว้ยยยยยย

“ ถ้าไม่มาจะหัวเราะให้ “ ฮงกิยังคงกัดต่อไม่เลิก และคนที่ตัวเองกัดก็ยังคงทำเป็นไม่สนใจเหมือนเดิม จะสนใจการออกกำลังกายนิ้วมืออะไรขนาดนั้นก็ไม่รู้ เล่นกีตาร์เมื่อยมากเลยหรือยังไง?

แจจินกับซึงฮยอนที่กำลังจดจ่ออยู่กับการเล่นทวิตบนมือถือเงยหน้ามองนักร้องนำทีหัวหน้าวงทีสลับกัน พวกเขาก็ตกอยู่ในอารมณ์เดียวกับพี่ฮงกิเหมือนกันคือหมั่นไส้พี่จงฮุนเต็มทน และอยากสนับสนุนคำพูดของพี่ฮงกิเหลือเกินว่าถ้าคนที่พี่จงฮุนรอไม่มาจะหัวเราะให้ ถ้าทำได้จะหัวเราะให้ฟันหักให้ดูเลยด้วยซ้ำ

“ ไปดีกว่า “ ฮงกิยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูก่อนตัดสินใจเดินออกไปจากหอพัก คืนนี้แก๊งช็อคโกบอลมีนัดรวมตัวกัน ดูสิว่าเขาเห็นเพื่อนพ้องสำคัญขนาดไหน แต่จงฮุนกลับเห็นคนอื่นดีกว่า!

เสียงประตูค่อย ๆ ปิดตัวลงบ่งบอกให้รู้ว่าฮงกิได้จากไปเรียบร้อย คืนนี้มินฮวานเข้านอนแต่หัวค่ำ ฮงกิก็ออกไปแล้วจึงเหลือสมาชิกที่ยังคงนั่งจมปลักอยู่ในห้องโถงแค่สามคน แต่ก็ไม่มีเสียงพูดคุยหรืออะไรเกิดขึ้นนอกจากความเงียบสงบ ต่างฝ่ายต่างจดจ่ออยู่ในโลกส่วนตัวของตัวเองกันทั้งนั้น

“ ทำอะไรน่ะฮยอง “ แจจินละสายตาจากมือถือในมือหันไปถามหัวหน้าวงเมื่อเวลาผ่านไปได้สักพัก ตั้งแต่หัวค่ำจนถึงตอนนี้ก็เห็นพี่จงฮุนนั่งทำมือประสานกันแล้วลูบขึ้นลูบลงกลางอากาศ เห็นแล้วมันอดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ว่ากำลังทำอะไรอยู่ แถมสีหน้าและแววตาของพี่จงฮุนดูมุ่งมั่นจริงจังเสียเหลือเกิน

“ ฝึกนวด “

“ หืม? ฮยองนวดเป็นด้วยเหรอ “

“ .........ก็ไม่เชิง “ แจจินเขม่นมองรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าคนพูดพลางทำหน้าสงสัยอีกรอบ คำพูดของพี่จงฮุนฟังดูกำกวมมีเลศนัยยังไงบอกไม่ถูก แล้วไอ้ท่าที่พี่จงฮุนกำลังทำอยู่คือท่านวดจริงเหรอ?

“ สงสัยจะมาแล้วมั้ง ไปเปิดประตูหน่อยสิซึงฮยอน “ แจจินออกคำสั่งคนนั่งข้าง ๆ เมื่อได้ยินเสียงคนกดออดหน้าหอพัก ในระหว่างที่ซึงฮยอนลุกออกไปเปิดประตูเขาก็คอยชำเลืองมองหัวหน้าวงตัวเองที่กำลังแสดงสีหน้าบ่งบอกถึงความสุขกับการมาของใครบางคน.......เห็นแล้วมันน่าหมั่นไส้จริงจัง

“ ทำไมมินฮยอกต้องมาให้ฮยองสอนกีตาร์ให้ด้วยหละ ในเมื่อคนในวงตัวเองก็เล่นกีตาร์เป็น? “ ขอกัดสักหน่อยเหอะ แล้วไอ้รอยยิ้มออกนอกหน้านั่นอะ หุบ ๆ บ้างก็ได้นะฮยอง

“ ยงฮวากับจงฮยอนไม่ค่อยว่าง ฉันเลยอาสาสอนให้ “

“ เหรอออออออออออออออ “ จงฮุนชะงักมือค้างกลางอากาศพร้อมกับหันไปมองเจ้าของน้ำเสียงยียวนกวนประสาทด้วยแววตาสงบนิ่ง สงสัยเขาคงโดนคนในวงกัดหน้าจิกหลังจนชินจึงไม่อยากถือสาเอาความ ไม่ใช่แค่เฉพาะคนในวงของเขาเท่านั้น ถ้าได้เจอเพื่อนร่วมค่ายเมื่อไหร่หละก็ โดนกัดจนหลังเหวอะเลยหละ

“ หวัดดีแจจิน ยังไม่นอนอีกเหรอ “ แจจินหันไปมองผู้มาใหม่ที่เดินตามหลังซึงฮยอนมาติด ๆ ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าว่ายิ่งเจอผู้ชายคนนี้..........ก็ยิ่งน่ารัก

“ หวัดดีมินฮยอก มาซะดึกเลยนะ ฉันใกล้จะไปนอนแล้วหละแต่รอเจอนายก่อน “ ดึกในความหมายของเขาคืออีกไม่กี่นาทีก็จะย่างเข้าสู่วันใหม่ ทำงานมาทั้งวันยังมีแรงมาหาฮยองของพวกเขาอีกเนอะ

แจจินกับซึงฮยอนแอบเหล่มองคู่รักสามเดือนกำลังสบตากันอย่างลึกซึ้ง รู้จักกันมาก็นานแต่เพิ่งมาตกลงปลงใจคบกันหลังกลับมาจากไทย จะเขินใส่กันคงเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไอ้คนนอกอย่างพวกเขาเห็นแล้วก็อดหมั่นไส้ไม่ได้จริง ๆ เขินกันไปเขินกันมาอยู่นั่นแหละ

“ สวัสดีครับพี่จงฮุน “

“ หวัดดี “ ขนาดน้ำเสียงที่ใช้ทักทายกันยังดูนุ่มนวลผิดจากพูดคุยกับพวกเขาลับลับ สงสารก็แต่มินฮยอกเถอะ โดนหัวหน้าวงของพวกเขาจ้องมองแทบจะกลืนกินอยู่แล้ว ถ้าแทรกแผ่นดินหนีได้คงรีบทำไปแล้วแน่ ๆ เพราะอาการหน้าแดงหูแดงมันฟ้องอยู่ทนโท่ว่ามินฮยอกกำลังเขินX1,000,000!!

“ ไปที่ห้องพี่ดีกว่า “

“ ครับ “ มินฮยอกพยักหน้ารับคำ เขาหันไปยิ้มให้สมาชิกเอฟทีสองคนที่เหลือก่อนเดินตามพี่จงฮุนเข้าไปในห้องนอน ผู้ซึ่งเห็นเหตุการณ์ได้แต่นั่งอมยิ้มกับความรักของหัวหน้าวงที่มันกำลังเบ่งบาน ตอนไปแสดงคอนเสิร์ตที่ประเทศไทยไม่รู้ไปแอบจิ๊จ๊ะกันตอนไหน พอกลับมาเกาหลีได้ไม่ถึงอาทิตย์อาการของทั้งคู่ก็แสดงออกมาให้พวกเขารับรู้เองโดยไม่ต้องบอกว่ากำลังคบกันอยู่

ป่านนี้คู่รักข้าวใหม่ปลามันกำลังสอนกีตาร์ให้กันอยู่หรือว่าทำอะไรกันอยู่นะ??





@@@@@@@@@@@@@@@@





“ นั่งพักก่อนสิ ถ่ายละครทั้งวันคงเหนื่อยน่าดู “

“ ครับ “ มินฮยอกรับคำเบา ๆ ก่อนนั่งลงบนเตียงตามคำเชิญชวนของเจ้าของห้อง ดวงตาเรียวเล็กกวาดมองบริเวณรอบห้องด้วยความประหม่า ทั้งที่การมาครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกแต่ก็ยังไม่คุ้นชินสักที เขาอยากเล่นกีตาร์เป็นมาตั้งนานแล้วแต่พี่ยงฮวากับพี่จงฮยอนทำเป็นหวงวิชาไม่ยอมสอนให้สักที พอมาคบกับพี่จงฮุนเลยสบโอกาสให้คน ๆ นี้สอนให้แทน จะมีเวลาว่างได้ก็เฉพาะแค่ช่วงกลางคืนเท่านั้นเพราะต่างฝ่ายต่างก็ยุ่งอยู่กับงานของตัวเอง เวลาที่จะได้เจอกันยังแทบไม่มีเลยด้วยซ้ำ

“ หน้าตาดูเนือย ๆ นะ........พี่นวดให้เอามั้ย “

“ เอ้ะ! พี่จงฮุนนวดเป็นด้วยเหรอครับ “ ดวงตาเรียวเล็กตวัดขึ้นมองเจ้าของห้องซึ่งยืนกอดอกพิงกำแพงจ้องมองเขาอยู่ หน้าตาเขาดูอิดโรยจนพี่จงฮุนสังเกตได้เลยอย่างนั้นเหรอ

“ พี่ฝึกเอาจากในเน็ตน่ะ อยากลองดูเหมือนกันว่ามันจะได้ผลจริงหรือเปล่า ให้พี่นวดให้นะ “

“ ถ้าอย่างนั้นก็ได้ครับ “ จงฮุนยกยิ้มมุมปาก(อย่างชั่วร้าย)เมื่อเห็นคนตรงหน้าพยักหน้ายอมให้เขานวดแต่โดยดี เขาเดินไปหยิบกางเกงขาสั้นในตู้เสื้อผ้าก่อนเดินมายื่นให้

“ พี่จะนวดต้นขาให้ นายใส่กางเกงยีนส์แบบนี้นวดไม่ได้หรอก “ เขารีบไขข้อข้องใจให้กระจ่างเมื่อมินฮยอกทำหน้าสงสัยเสียเต็มประดาว่าเขาเอากางเกงขาสั้นมาให้ทำไม......แค่ให้เปลี่ยนกางเกงทำไมต้องหน้าแดงด้วยหละมินฮยอก อย่ายั่วกันสิ

“ เปลี่ยนในห้องนี่แหละ ห้องน้ำอยู่ข้างนอกมันเสียเวลา เดี๋ยวพี่หันหลังให้ก็ได้ “ รอยยิ้มอบอุ่นจริงใจ?ประดับบนใบหน้าเมื่อมือเรียวยื่นมารับกางเกงขาสั้นแต่โดยดี จงฮุนลูบผมนุ่มลื่นมือก่อนหันหลังให้มินฮยอกได้มีเวลาส่วนตัว สงสัยบรรยากาศในห้องคงเงียบเกินไป เงียบจนได้ยินเสียงซิปกางเกงที่คนข้างหลังกำลังถอดออก คนหูดีอย่างจงฮุนมีหรือจะไม่มีปฏิกิริยากับเสียงนั้น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากข่มอารมณ์ครุกรุ่นจนอกแทบระเบิด

“ เสร็จแล้วครับ “ จงฮุนยกยิ้มมุมปาก(ชั่วร้าย)อีกครั้งก่อนหันไปเผชิญหน้า ไฟในห้องเขาคืนนี้ดูนวลสวยดีเหลือเกิน เพราะมินฮยอกตอนนี้ดูขาวนวลเนียนไปทั้งตัว

“ นั่งสิ เดี๋ยวพี่นวดให้ “ ดวงตาคมจ้องมองคนตรงหน้านั่งลงบนขอบเตียงตามคำสั่ง ส่วนตัวเองล้มตัวลงนั่งบนพื้น

“ แรก ๆ อาจจะจั๊กจี้สักหน่อยนะ แต่เดี๋ยวจะรู้สึกดีเอง “

“ อ้ะ! “ มินฮยอกร้องเสียงหลงเมื่อมือใหญ่ที่วางประสานบนหน้าขาค่อย ๆ ลูบขึ้นเป็นแนวตรงอย่างแผ่วเบาไปจนถึงบนสุดแล้วย้ายมือมาด้านข้างแทนก่อนลูบลงมาที่จุดเดิม

“ จั๊กจี้เหรอ “

“ ......ครับ “ จงฮุนยิ้มให้ร่างข้างบนที่พยักหน้ารับคำอาย ๆ โดยที่มือตัวเองก็ยังคงทำหน้าที่ต่อไม่หยุด ยิ่งเห็นมินฮยอกกัดปากพยายามกลั้นเสียงร้องไม่ให้เล็ดลอดออกมายิ่งอยากให้การนวดครั้งนี้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด เพราะตอนจบของมัน......ได้ผลดีเป็นร้อยเท่าพันเท่า

“ ที่พี่กำลังนวดให้เป็นนวดแผนไทย เรียกท่านี้ว่า’ปาด’ “ มือใหญ่เลื่อนไปยังขาอีกข้างและเริ่มต้นนวดให้ทันที ดวงตาคมจ้องมองปฏิกิริยาตอบสนองที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างเหมือนตามที่ตัวเองศึกษาในเน็ตทุกอย่าง สะโพกมนยกขึ้นตามแรงพลิ้วของมือที่ลูบขึ้นไปตามหน้าขาก่อนจะทิ้งน้ำหนักตัวลงบนที่นอนเหมือนเดิมเมื่อปลายนิ้วของเขาลูบกลับมายังจุดเดิมอีกครั้ง






--------------------





“ พะ........พอเถอะครับ “ มินฮยอกพยายามร้องท้วง แต่ก็ไม่ทันการเสียแล้วเมื่อมือใหญ่จับขาเขาให้แยกออกก่อนเริ่มทำการนวดให้พร้อมกันทั้งสองข้าง กางเกงขาสั้นตัวบางไม่สามารถปกปิดความปรารถนาที่มันกำลังตื่นตัวได้ ยิ่งเห็นดวงตาคมนิ่งมองตรงจุดนั้นยิ่งทำให้มันเพิ่มแรงขยายใหญ่อย่างไม่อาจซ่อนเร้น

“ อยะ......อย่าครับ.....อืมม “ ปากบอกว่าอย่าแต่มือเผลอคว้าต้นคออีกคนไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยว มินฮยอกหลับตาพริ้มกับลิ้นร้อนที่กำลังลิ้มรสส่วนไวสัมผัสผ่านเนื้อผ้า ไม่ว่ามือใหญ่จะเลื่อนผ่านส่วนไหนของแผ่นหลังก็พาลเอาวูบไหวร้อนผ่าวไปทั้งตัว

“ อึก...... “ กางเกงถูกถอดออกตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มารู้ตัวอีกทีก็เมื่ออีกคนกำลังมอบความสุขให้ด้วยปาก ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีอะไรกับพี่จงฮุน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่พี่จงฮุนหยิบยื่นความสุขให้จนแทบสำลัก แล้วที่พี่จงฮุนนวดให้มันเรียกว่าท่า’ปาด’หรือ’ปลุก’กันแน่!

“ อ้ะ.......อาาาาา “ ขาสองข้างกระตุกเกร็งเมื่อความทรมานได้รับการปลดปล่อย ดวงตาเรียวเล็กค่อย ๆ ปรือขึ้นมองความน่าอับอายของตัวเองที่เผลอปล่อยใส่ปากอีกคนไปเต็ม ๆ พยายามดันตัวออกแล้วแต่พี่จงฮุนกลับกอดเอวเขาแน่นไม่ยอมปล่อย Ahhhhh ไม่กล้าสู้หน้าแล้วสิ

“ ขอโทษครับ “

“ หืม? ขอโทษพี่เรื่อง? “ รู้ทั้งรู้ว่ามินฮยอกกำลังอายม้วนแต่ก็ยังแกล้งทำหน้าซื่อไม่รู้เรื่องอีกว่าน้องขอโทษเรื่องอะไร นิสัยไม่ดีเลยนะจงฮุน

“ ก็เรื่อง......เรื่อง....” จงฮุนนิ่งมองร่างข้างบนทำหน้าอึกอักไม่กล้าตอบพลางลูบไล้แผ่นหลังเนียนเล่นก่อนจะเลื่อนไปหยุดตรงจุดไวสัมผัสอีกจุด ปลายนิ้วใหญ่ค่อย ๆ แทรกซึมผ่านช่องทางคับแคบ เข้าไปยังไม่ถึงครึ่งทางเจ้าของร่างเพรียวบางก็สั่นสะท้านไปทั้งตัวเสียแล้ว

“ อ้ะ.....อย่าครับ....... “ มินฮยอกกัดปากกลั้นเสียงครางสุดกำลังอีกทั้งพยายามดันตัวรุ่นพี่ต่างวงให้ออกห่างจากตัว แต่มีหรือที่จะสู้แรงอีกคนได้ แถมร่างกายกลับตอบสนองรัดรึงนิ้วใหญ่ที่ค่อย ๆ ดุนดันเข้าไปจนสุดอีกต่างหาก จากหนึ่งกลายเป็นสองและสามตามลำดับ

“ อาาา “ จงฮุนถอนนิ้วออกพลางจ้องมองร่างข้างบนที่แสดงสีหน้าว่ากำลังอารมณ์ค้าง และดวงตาหรี่ปรือนั่นก็คงหมายถึงอ้อนวอนอยากให้เขาทำต่อ เพียงแต่เจ้าของกริยาน่ารักไม่รู้ตัวว่ากำลังแสดงสีหน้าแบบไหนให้เขาเห็นอยู่ จงฮุนคว้าเอวบางให้ลุกขึ้นไปนอนหงายบนเตียงแล้วเอนตัวล้มทับตามไปติด ๆ จัดการถอดเสื้อผ้าของตัวเองและเสื้อของมินฮยอกออก ร่างข้างใต้บิดเร่าราวกับคนต้องการยา คืนนี้จะให้มินฮยอกเสพเขาทั้งคืนเลยคอยดู เพราะยาแบบเขาต้องเสพทั้งคืนถึงจะหาย!!

บอกแล้วว่าการปาด......ได้ผลเป็นร้อยเท่าพันเท่าจริง ๆ





@@@@@@@@@@@@@@@@@@





“ อ้าว!ฮยอง มินฮยอกหละ “ แจจินเอี้ยวตัวหันไปถามร่างที่เปิดประตูเดินออกมาจากห้องนอนหลังจากหายเข้าไปข้างในเกือบสองชั่วโมง ตอนแรกกะว่าจะนอนเหมือนกันแต่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องเอาหนังที่เช่าไว้ไปคืนพรุ่งนี้เลยต้องอยู่โต้รุ่ง พรุ่งนี้เข้าบริษัทตอนเย็นเลยนอนดึกได้ไม่เป็นไร แต่เอ้ะ! สอนกีตาร์กันอิท่าไหน ทำไมฮยองต้องถอดเสื้อด้วยหละ?

“ อยู่ในห้อง “

“ แล้วมินฮยอกไม่รีบกลับเหรอ พรุ่งนี้ไม่มีงานเหรอไง “ ไอ้เราก็ขี้สงสัยอะนะ ถึงคนถูกถามจะทำหน้ามุ่ยไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่แต่ก็อดถามไม่ได้จริง ๆ นี่นา

“ มีงานตอนบ่าย เดี๋ยวขอไปปาดต่อก่อนนะ “

“ หืม? “ แจจินมองหัวหน้าวงเดินถือขวดน้ำติดมือเข้าไปในห้องด้วยพลางทำหน้าสงสัย คำว่า’ปาด’ที่ฮยองพูดถึงมันหมายความว่าอะไร อยากจะเดินไปเคาะประตูถามอะนะแต่พวกเขาอุตส่าห์มีเวลาอยู่ด้วยกันทั้งทีเลยไม่อยากเข้าไปยุ่ง พรุ่งนี้ค่อยถามแล้วกัน

แจจินมองประตูห้องของพี่จงฮุนก่อนวกกลับมาสนใจหน้าจอทีวีอีกรอบ แต่ก็ยังอดสงสัยกับคำพูดทิ้งท้ายของพี่จงฮุนไม่ได้


......ปาดคืออะไรหว่า?.............


-The end-

A Bitter Day#1


+++A Bitter Day-Hyuna+++ // อย่างเพราะค่ะ



…..A Bitter Day...
++Actor....Seunghyun&Jaejin
++by..YoYuMe++
...Chapter1/2...





“ คาปูชิโน่ 2 ที่ได้แล้วครับ “ บริกรหนุ่มยิ้มให้ลูกค้าก่อนวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ หันหลังเตรียมจะกลับไปทำงานต่อแต่หญิงสาวหนึ่งในนั้นกลับร้องเรียกเอาไว้เสียก่อน


“ เอ่อ.....ไม่ทราบว่ามีแฟนหรือยังคะ “ คนถูกถามชะงักปลายเท้าเล็กน้อยก่อนหันกลับมาหาหญิงสาวซึ่งนั่งเท้าคางจ้องมองตาหวานเยิ้ม ซึงฮยอนระบายยิ้มก่อนเอื้อนเอ่ยความจริงประโยคเดิม ๆ ซึ่งเขาใช้มาแล้วกับผู้หญิงหลายคน


“ ไม่มีครับ แต่ผมมีคนที่ชอบแล้ว “ ผมยิ้มให้เธอซึ่งทำหน้าเสียดายออกมาอย่างเปิดเผยอีกครั้งก่อนหันหลังเดินกลับไปยังเคลานเตอร์ รู้ถึงสายตาที่ยังคงโดนจ้องมองอยู่แต่ผมก็ไม่สนใจหันไปมอง เจอเรื่องแบบนี้เกือบทุกวันเลยก็ว่าได้ พบเจอจนกลายเป็นความเคยชิน


“ โดนจีบอีกแล้วเหรอ สวยซะด้วย “ ผมมองจองชินเพื่อนร่วมงานที่กำลังมองสาวซึ่งผมเพิ่งปฏิเสธไป และดูเหมือนสาวนางนั้นจะสนใจเพื่อนร่วมงานของผมเหมือนกัน จองชินเป็นคนหน้าตาดีแถมยังมีเสน่ห์ล้นเหลือ แต่จองชินเห็นความรักเป็นเรื่องล้อเล่น ซึ่งความคิดนี้แตกต่างกับผมอย่างสิ้นเชิง


“ เมื่อไหร่จะบอกสักทีว่าคนที่นายชอบน่ะใคร แล้วเขาชอบนายหรือเปล่า “ คำถามของจองชินเล่นเอาผมจุกจนพูดไม่ออก คนที่ผมชอบนั้นมีตัวตนอยู่จริงแต่ผมไม่ได้มีตัวตนในสายตาของคน ๆ นั้นเลย พูดให้ถูกคือผมแอบชอบเขาข้างเดียว


“ อ้ะ! เดี๋ยวฉันมานะ ต้องไปทำความรู้จักซะหน่อยแล้ว “ ผมอ้าปากค้างยังไม่ทันได้พูดอะไรจองชินก็รีบผลุนผลันไปหาสาวนางนั้นแทนเสียก่อน ความเจ้าชู้ของจองชินทำให้ผมอดส่ายหน้าเอือมระอาไม่ได้จริง ๆ และเมื่อกี้จองชินคงไม่ได้ใส่ใจจะคุยกับผมมากมายเท่าไหร่ เพราะสายตาเอาแต่จ้องหญิงสาวคนนั้นจนในที่สุดก็อดที่จะไปทำความรู้จักไม่ได้ และเมื่อกี้ผมจะตอบจองชินว่าอะไรก็จำไม่ได้เสียแล้ว แต่ถึงยังไงมันก็มีค่าเท่ากับศูนย์เหมือนเดิมเพราะ..........



ผมรู้จักเขา..............แต่เขาไม่รู้จักผม
คนที่ผมชอบมีตัวตน..........แต่ผมไม่ได้มีตัวตนในสายตาของคน ๆ นั้น
และเหตุผลสำคัญเหนืออื่นใด................


คนที่ผมชอบ...........เขาไม่ได้ชอบผม
ผมกับเขา................เราเป็นแค่เพื่อนร่วมโลกกันเท่านั้น



ผมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูพลางหันออกไปยังข้างนอกร้านผ่านกระจกใส แสงจากหลอดไฟตามร้านรวงข้างทางเริ่มเปล่งประกายขับไล่ความมืดในช่วงหัวค่ำให้กลับมามีสีสันอีกครั้ง ผู้คนมากมายมีทั้งนักเรียน นักศึกษาหรือแม้แต่คนวัยทำงานกำลังเดินสวนกันไปมา ผมละจากภาพผู้คนเหล่านั้นแล้วหันไปให้ความสนใจหน้าร้านหนังสือซึ่งตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของถนนสายเล็ก ๆ ตรงกับร้านที่ผมทำงานอยู่


ใครบางคน.......ใกล้จะมาถึงแล้ว


“ Coffee house ยินดีต้อนรับครับ “ ผมเดินไปรับออเดอร์จากลูกค้าที่เข้ามานั่งในร้าน จู่ ๆ อารมณ์ก็ดีขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ก้อนเนื้อด้านซ้ายเต้นแรงจนน่ารำคาญ ความรู้สึกบางอย่างกำลังแล่นพล่านจนผมไม่สามารถปิดหลักฐานบนใบหน้าได้


“ ไหวปะเนี่ย อยู่ ๆ ก็ยิ้ม “ สงสัยผมคงแสดงออกมากเกินไป มากจนทำให้จองชินสังเกตเห็น ผมแสร้งตีหน้าขรึมก่อนเอากาแฟไปเสริฟ


“ ทานให้อร่อยนะครับ “ ผมยิ้มให้ตามแบบฉบับของนักบริกรที่ดีตามปกติก่อนหันกลับไปมองยังข้างนอกร้านอีกครั้ง ตัวต้นเหตุที่ทำให้ผมยิ้มเหมือนคนบ้ากำลังยืนอยู่หน้าร้านหนังสือนั่น เด็กนักเรียนม.ปลายธรรมดาคนหนึ่งซึ่งดูไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ แต่ทุกครั้งที่เขาคนนั้นมายืนอยู่หน้าร้านหนังสือเพื่อรอใครบางคน สายตาของผมก็จดจ่ออยู่ที่ใบหน้าเรียวเล็กนั่นตลอด


เป็นแบบนี้มากี่เดือนแล้วนะ จำไม่ได้ ตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น อยากเข้าไปทำความรู้จักแต่ผมทำไม่ได้ เพราะอะไรน่ะเหรอครับ


จากรอยยิ้มแห่งความสุขในตอนแรกกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าเข้ามาแทน ผมนิ่งมองใครบางคนที่เขาคนนั้นรอได้เดินทางมาถึง ผู้ชายคนนั้นคงเป็นพนักงานบริษัทที่ไหนสักแห่ง ดูก็รู้ว่าคงไม่ใช่พี่น้องหรือคนรู้จักกันธรรมดาเพราะไอ้อาการเขินอายหลังจากโดนลูบผมด้วยความรักความเอ็นดูนั่น..........ไม่อยากคิดแต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาสองคนคงเป็นคนรักกัน


ภาพบาดตาได้อันตรธานหายไปเรียบร้อยแล้วแต่ความเศร้าในใจผมยังคงอยู่ ผมถอนหายใจยาวให้กับความเศร้าของตัวเอง รู้ทั้งรู้ว่าเขามีเจ้าของแล้วแต่ก็ยังดึงดันที่จะชอบต่อไป ถ้าไม่โผล่มาให้เห็นเป็นประจำผมคงตัดใจได้ในสักวัน แต่นี่เล่นโผล่มาตลอดแล้วผมจะตัดใจได้ยังไง คงเป็นโชคชะตาที่พระเจ้าทรงประทานให้ผมชอบคนมีเจ้าของหละมั้ง

เจ็บไม่ใช่ไม่เจ็บ แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยให้หัวใจมันเจ็บอยู่อย่างนั้น พยายามเปิดใจให้คนอื่นเข้ามาแล้ว แต่ถึงยังไงคนที่ผมชอบก็ยังคงเป็นเขาคนนั้นอยู่ดี

ผมคงต้องจมอยู่กับความเจ็บปวดแบบนี้ต่อไปอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด ความเจ็บปวดที่ไม่มีแม้แต่จุดเริ่มต้น และนิยายเรื่องนี้มันเริ่มต้นที่ความรักซึ่งเกิดขึ้นแค่ฝ่ายเดียว ความเจ็บเลยมาลงที่ผมแค่คนเดียวจึงทำให้เจ็บเป็นสิบเท่า


เป็นอีกวันที่ผมต้องทำงานอย่างไม่มีความสุข............







-------------------------------------------








“ ข้างนอกลมแรงจัง เหมือนฝนจะตกเลย “ ผมหันมองตามสายตาของเพื่อนร่วมงานที่กำลังจ้องมองบรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนข้างนอกร้าน เป็นอย่างที่จองชินว่าจริง ๆ ลมพัดแรงจนผู้คนที่เดินอยู่แทบปลิวไปตามลม อีกไม่นานฝนคงตก


“ อ้ะ! “ ร่างของใครบางคนตรงหน้าร้านหนังสือปรากฏสู่สายตา ลืมดูเวลาไปเสียสนิท.....เขาคนนั้นมาแล้ว


“ เอาร่มมาหรือเปล่านะ “


“ บ่นอะไรงึมงำ ๆ คนเดียว แล้วมองอะไรอยู่เหรอ “


“ ไม่มีอะไร “ ผมรีบหันกลับมาสนใจการถูพื้นต่อ เจ้าเพื่อนตัวดีของผมทำท่าอยากรู้อยากเห็นเกินไปแล้ว ไม่อยากให้จองชินรู้เพราะขี้เกียจตอบคำถาม จองชินยิ่งเป็นคนช่างสงสัยอยู่ด้วย คงได้มีเรื่องถามผมทุกวันแน่ ๆ


“ เอ้ะ! “ แต่แล้วภาพตรงหน้าร้านหนังสือทำให้ผมอดหันไปมองอีกครั้งไม่ได้ ผู้ชายคนนั้นมาถึงแล้วและดูเหมือนพูดอะไรบางอย่างซึ่งทำให้เจ้าของดวงตาเรียวเล็กจากที่เคยมีแต่รอยยิ้มถึงกลับนิ่งงันไปทันที จากพูดคุยเริ่มเปลี่ยนเป็นการทะเลาะ และท้ายที่สุดผู้ชายคนนั้นก็เดินจากไปโดยทิ้งใครบางคนไว้เบื้องหลัง


เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนเมื่อกี้ได้แปรปลี่ยนเป็นเม็ดฝน สายฝนกำลังตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง ผู้คนรีบหลบเข้าหาที่กำบังกันจ้าละหวั่นแต่เขาคนนั้นกลับยืนเฉย หน้าร้านหนังสือไม่มีที่หลบฝนตกแต่เข้าไปหลบในร้านก็ยังดี แต่นี่กลับไม่ทำอะไรเลย


“ จะออกไปไหน ฝนตกอยู่นะเว้ย “ ผมไม่ฟังเสียงทัดทานใด ๆ จากจองชิน รีบคว้าร่มแล้วออกไปข้างนอกร้านทันที จะให้ผมทนดูเขายืนตากฝนอยู่เฉย ๆ ผมคงทำไม่ได้ หังใจของเขาตอนนี้คงเจ็บปวดแต่หัวใจผมเจ็บยิ่งกว่าถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง


ผมกางร่มออกเตรียมจะข้ามถนน ยิ่งเห็นเขาทรุดตัวลงนั่งยองกับพื้นยิ่งปล่อยเอาไว้ไม่ได้ ขอให้ผมได้ทำอะไรสักอย่างก็ยังดี ถึงแม้เขาไม่เต็มใจที่จะรับมันก็ตาม ทุกจังหวะการก้าวเดินฝ่าสายฝนเพื่อไปหา อีกใจมันก็คอยท้วงติงจนทำให้ผมแทบหันหลังวิ่งกลับเข้าร้านด้วยซ้ำว่า.....



อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลยหน่าซึงฮยอน..........
เดี๋ยวเขาก็หาว่านายยุ่งไม่เข้าเรื่องหรอก............
บอกให้หยุดยังไงหละ.............
หยุด............เดี๋ยวนี้..............



ผมมาหยุดยืนหน้าเขาในที่สุด ผมเสียสละยื่นร่มไปกำบังเม็ดฝนให้ ยอมตัวเปียกดีกว่าที่ต้องทนเห็นคนที่ตัวเองชอบต้องตัวเปียกปอน การกระทำของผมเรียกว่าบ้าหรือเปล่านะ


ยิ่งเห็นดวงตาเรียวเล็กแหงนหน้าขึ้นมองทำให้ผมยิ่งทำอะไรไม่ถูกมากกว่าตอนแอบดูอยู่ในร้านเสียอีก คน ๆ นี้มีอิทธิพลมากกว่าที่คิดเอาไว้ แค่โดนสบตาก็เล่นทำเอาผมสั่นไปทั้งตัว


อาการที่เกิดขึ้นคงแปรเป็นผลลัพท์ได้เหตุผลเดียวคือ.........ผมชอบเขาจริง ๆ








------------------------------------------------







“ ห้องรกหน่อยนะ “ เจ้าของห้องเอื้อมมือเปิดไฟขับไล่ความมืดพร้อมกับเดินนำใครบางคนเข้าไปข้างใน ผมจัดแจงหยิบผ้าขนหนูกับชุดยื่นให้ผู้มาใหม่ สีหน้าคนซึ่งผมพามายังคงเหมือนเดิมคือนิ่งเฉยไร้ความรู้สึก


“ ขอบใจ " ผมยิ้มให้นิด ๆ ถึงแม้จะไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ตอบกลับมาผมก็ยินดีที่จะยิ้ม


“ เฮ้อออออ “ ผมถอนหายใจยาวหลังจากเสียงประตูห้องน้ำปิดตัวลง จะไม่ให้ตื่นเต้นได้ยังไงในเมื่อคนที่ชอบจากซึ่งเคยทำได้แค่มองระยะห่างกำลังอาบน้ำอยู่ในห้อง ใช่แล้วหละ! คนที่ผมชอบเป็นผู้ชาย อายุคงรุ่นราวคราวเดียวกับผมเห็นจะได้ โลกเราสมัยนี้ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นความรักที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ขอแค่ให้เรียกสิ่งนั้นว่าความรักมันก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ


ผมแค่โชคร้ายที่ไปแอบชอบผู้ชายซึ่งมีเจ้าของแล้ว.......ก็แค่นั้น


ผมนั่งฟังเสียงสายน้ำจากฝักบัวดังแข่งสายฝนข้างนอกหน้าต่าง ไม่รู้ว่าเสียงไหนดังกว่ากัน แต่เท่าที่รู้ผมคิดว่าเสียงหัวใจของผมคงดังกว่าอะไรทั้งหมด มันเต้นรุนแรงเสียกลัวว่าจะหยุดทำงานไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่งเพราะทำงานหนักเกินไป



..............ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก..............


.............ฉันไม่มีที่ไป................

...........................งั้นไปห้องฉันมั้ย.......................

คิดแล้วก็อยากมอบถ้วยรางวัลให้ตัวเองที่กล้าพูดเชิญชวนอะไรแบบนั้นออกไป แต่เขาก็ยอมตามมาอย่างว่าง่าย ผมไม่ได้เป็นฝ่ายหลอกนะ เขายอมเองต่างหาก


ผมรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปจัดการต้มบะหมี่ให้เผื่อว่าคนในห้องน้ำจะหิว เจอเหตุการณ์ร้ายแรงมาไม่รู้ว่าจะกินลงหรือเปล่า แต่เตรียมทำไว้ก่อนเป็นดีที่สุด


“ อาบเสร็จแล้วเหรอ นั่งรอแป๊บนะ บะหมี่ยังไม่สุก “ ผมหันไปยิ้มให้ร่างที่เดินออกมาจากห้องน้ำ เขายอมทำตามอย่างว่าง่ายอีกครั้ง ยอมนั่งลงบนโต๊ะตัวเล็กกลางห้องอย่างเงียบ ๆ


“ นายชื่ออะไร “


“ แจจิน “


“ ฉันซึงฮยอนนะ “ ร่างเพรียวพยักหน้าหงึกหงักเป็นเชิงรับรู้น้อย ๆ ทำราวกับว่าผมไม่มีตัวตนเสียอย่างนั้น ผมไม่ได้ถือโทษโกรธอะไร คงกำลังคิดถึงแฟนอยู่สินะ


ผมวางชามบะหมี่ที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ ลงบนโต๊ะ อารมณ์คนเศร้าตอนนี้คงกลืนอะไรไม่ลง ผมนั่งกินบะหมี่ชามตัวเองพลางเพ่งมองคนนั่งฝั่งตรงข้าม แจจินกินแค่คำเดียว ส่วนใหญ่นั่งเขี่ยเส้นในชามเล่นเสียมากกว่า


“ เอ่อ....ที่บอกว่าไม่มีที่ไปน่ะ “


“ ฉันมารบกวนนายหรือเปล่า “


“ ฉะ.......ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น “ อย่าเข้าใจผิดสิ รบกงรบกวนอะไรกัน ฉันเป็นห่วงนายต่างหาก


“ ฉันอยู่กับแฟน แล้วก็เพิ่งโดนแฟนบอกเลิกเมื่อกี้ “ ทุกคำพูดที่คนตรงหน้าเอ่ยออกมาคงเจ็บปวดมาก แต่กลับไม่มีน้ำตาออกมาสักหยด แม้กระทั่งตอนนั่งตากฝนเมื่อกี้ก็ไม่มีร่องรอยการร้องไห้ให้เห็น


“ เขาบอกกว่าจะแต่งงาน ที่บ้านหาผู้หญิงไว้ให้แล้ว......นายไม่ตกใจเลยเหรอ “


“ เรื่อง? “


“ ก็ที่ฉันมีแฟน......เป็นผู้ชาย “ ดูเหมือนแจจินจะอายกับเรื่องที่กำลังเล่าให้ผมฟัง แต่เจ้าตัวคงอึดอัดและอยากระบายให้ใครสักคนฟัง จะให้ผมตกใจทำไมในเมื่อคนที่ผมชอบก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน อยากบอกให้เขารับรู้ว่าผมชอบเขามากแต่ผมทำแบบนั้นไม่ได้ ถึงแม้จะมีช่องว่างให้ผมเข้าไปแทรกได้แล้วก็ตามแต่ผมก็ทำไม่ได้อยู่ดี ช่วงเวลาแบบนี้แจจินคงไม่อยากเปิดรับใครในขณะที่แผลเพิ่งอักเสบ เจ้าตัวคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องรักษายังไงและต้องใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ถึงจะหายดี


“ รักเพศเดียวกันมันเป็นเรื่องปกติแล้วหละ ถ้าไม่มีที่ไปอยู่ที่นี่ก่อนก็ได้ “


“ เอ้ะ! ให้ฉันอยู่ได้จริงเหรอ “


“ ก็ดีกว่าให้นายออกไปเร่ร่อนข้างนอกแหละนะ มันอันตราย “


“ แล้วนายไม่คิดว่าฉันอันตรายบ้างเหรอ “ ขอร้องเถอะแจจิน นายอย่าใช้แววตาแบบนี้จ้องมองฉันจะได้มั้ย รู้หรือเปล่าว่าการได้อยู่ใกล้ชิดนายมันเป็นการสร้างความทรมานให้กับตัวฉันมากขนาดไหน ฉันต้องข่มกลั้นอดทนกับความรู้สึกตัวเองแค่ไหน รู้หรือเปล่าแจจิน?


“ เดี๋ยวก็รู้ “ ผมรีบหลบสายตาไร้ซึ่งพิษภัยนั่นแล้วรีบลุกไปตระเตรียมที่นอน บางทีผมกำลังโดนแจจินหลอกด้วยสีหน้าใสซื่อไร้บริสุทธิ์นั่นอยู่ก็ได้ ผมเองนั่นแหละที่เป็นฝ่ายโดนหลอก ยังไม่รู้ที่มาที่ไปคน ๆ นี้ดีด้วยซ้ำแต่กลับไว้เนื้อเชื่อใจเกินครึ่งไปเสียแล้ว


“ นายนอนบนเตียงแล้วกัน เดี๋ยวฉันนอนข้างล่างเอง “


“ นายเป็นเจ้าของห้องนะ ให้ฉันนอนพื้นก็ได้ “


“ ถือว่าเป็นคำสั่งของเจ้าของห้องแล้วกัน กินเสร็จแล้ววานปิดไฟด้วยนะ พรุ่งนี้ฉันต้องเข้างานแต่เช้า “


“ .........อืม “ ผมล้มตัวลงนอนบนพื้น คงเป็นเพราะฝนซึ่งยังตกหนักอยู่ข้างนอกหน้าต่างเลยทำให้อากาศเย็นกว่าทุกคืน โชคดีที่มีหมอนสองใบแต่ผ้าห่มนี่สิ ไม่เคยพาใครมาค้างที่ห้องเลยไม่ได้เตรียมไว้ แต่จะปล่อยให้แจจินนอนหนาวตายก็ใช่เรื่อง


ไฟในห้องดับลง ไม่นานเสียงยวบยาบบนเตียงก็ดังตามมา ผมไม่ได้หันหลังไปมองว่าแจจินหลับแล้วหรือยัง ไม่อยากคิดเพราะมันจะทำให้ผมยิ่งฟุ้งซ่านมากกว่าเก่า ผมพยายามนอนขดตัวฟังเสียงฝนทดแทนการนึกถึงใบหน้าของใครบางคน คนที่ตัวเองชอบอยู่ใกล้แค่เอื้อมแต่ทำอะไรไม่ได้


นอนซะซึงฮยอน......เลิกคิดฟุ้งซ่านได้แล้ว


“ อ้ะ! นายลงมานอนข้างล่างทำไม พื้นมันเย็นนะ “ จู่ ๆ คนที่ผมกำลังคิดคำนึงอยู่ก็เลื้อยตัวลงมานอนขดตัวอยู่ข้าง ๆ พร้อมผ้าห่ม ความคิดของผมยิ่งจะฟุ้งซ่านมากขึ้นเมื่อแผ่นหลังของผมกำลังโดนตัวแจจินอยู่ ใกล้กันเกินไปแล้ว


“ ฉันไม่อยากเห็นแก่ตัว นายหนาวไม่ใช่เหรอ “


“ แต่........ “ การกระทำของแจจินทำให้ผมกลายเป็นใบ้ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ผมได้แต่ตัวนอนแข็งทื่อไม่กล้าเคลื่อนไหวร่างกาย ยิ่งแจจินยื่นมือมาโอบกอดผมจากทางด้านหลังแล้วยิ่งทำให้ผมแทบอยากกลั้นใจตายเสียเดี๋ยวนั้น



ผม จะ ทำ ยัง ไง ดี ????????



“ นายไม่รังเกียจใช่มั้ย ถ้าฉันไม่กอดใครสักคนแล้วจะนอนไม่หลับ “


“ .................... “ ภายในสมองของผมมีแต่สีขาว มันขาวโพลนไปหมด ไออุ่นที่อีกคนมอบให้อย่างไม่ทันได้ตั้งตัวนั้นกำลังทำให้ผมเป็นบ้า ผมไม่อาจปฏิเสธความต้องการของแจจินได้ และข้างในลึก ๆ แล้ว.......ผมเองก็รู้สึกดีที่แจจินกอดด้วยเหมือนกัน



แล้ว คืน นี้ ผม จะ ข่ม ตา ให้ หลับ ได้ ยัง ไง ???????????








--------------------------------------------------








“ นี่! ซึงฮยอน “


“ อะไร “


“ ทำไมช่วงนี้นายดูมีความสุขจัง กำลังมีความรักเหรอ “ ผมรีบหันกลับไปมองคนถามทันที เพราะคำถามของจองชินทำให้ผมสงสัย


“ ฉันดูเหมือนคนมีความรักตรงไหน “


“ ก็ตรงนี้ไง หุบยิ้มบ้างก็ได้นะ ไม่มีใครเขาว่าหรอก “


“ โอ้ย! เจ็บนะโว้ย “ ผมรีบปัดมือจองชินออกจากแก้มเป็นพัลวัน หยิกเสียเต็มแรงเลย


“ รักเริกที่ไหนเล่า แล้วถ้าฉันจะยิ้มมันผิดด้วยเหรอไง “ เหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นกับผมถึงแม้จะทำให้ผมมีความสุขก็ตาม แต่ความสุขนั้นไม่ได้เกิดจากความรัก แค่มีแจจินอยู่ใกล้ ๆ ได้เห็นหน้าเขาทุกวัน นึกเพียงแค่นี้ก็ทำให้ผมมีความสุขมากมายแล้วหละ


หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นก็ผ่านมาเกือบสามอาทิตย์แล้ว สามวันแรกแจจินไม่ยอมไปโรงเรียน แต่หลังจากนั้นเจ้าตัวก็ไปเรียนตามปกติ และทุกเย็นจะมานั่งรอผมที่นี่แล้วกลับพร้อมกัน ทั้งที่ผมให้กุญแจสำรองไปแล้วแต่เจ้าตัวยังดึงดันที่จะมา ผมรู้ดีว่าแจจินต้องการมาที่นี่เพราะอะไร

“ สวัสดีครับ “ พูดยังไม่ทันขาดคำเจ้าของชื่อก็โผล่หน้ามาให้เห็น ผมยิ้มให้แจจินซึ่งกล่าวทักทายผมกับจองชินก่อนนั่งลงบนโต๊ะติดผนังกระจกใส

“ ขอลาเต้ใส่นมเยอะ ๆ เหมือนเดิมนะครับ “


“ ได้เลยจ้ะ “ ผมหันไปมองค้อนกับคำพูดจ๊ะจ๋าของเพื่อนร่วมงาน จองชินทำกาแฟอร่อยกว่าเลยได้รับหน้าที่นี้ไป ส่วนผมถ้าเลี่ยงได้จะขอทำหน้าที่เสิร์ฟเท่านั้น


“ ถามจริงเหอะ แจจินเป็นลูกพี่ลูกน้องของนายแน่เหรอ หน้าไม่เห็นเหมือนกันสักนิด “


“ ก็เออน่ะสิ ลูกพี่ลูกน้องต้องหน้าเหมือนกันทุกคนเหรอไง “


“ ก็นายเคยบอกว่าไม่มีญาติที่โซลไม่ใช่เหรอ ไหงโผล่มาขออาศัยกับนายได้หละ “


“ ...........จะรู้ดีเกินไปแล้วนะ “


“ ฉันไม่ใช่เด็กอมมือนะเฟ้ย อะ! เอาไปให้เด็กนายได้แล้ว “ ผมแทบอยากจะหาอะไรมาอุดปากเจ้าคนปากดีนี่จริง ๆ มีความลับอะไรไม่เคยปิดจองชินผู้แสนรอบรู้ได้เลยสักครั้ง ถ้าแจจินไม่มาหาผมที่ร้านหมอนี่คงไม่รู้ ไม่สิ! เรียกว่ามาหาผมไม่ได้ แจจินไม่ได้ตั้งใจมาหาผมเลยสักนิด


“ ลาเต้ใส่นมเยอะ ๆ ได้แล้ว “


“ ขอบใจ “ แจจินแหงนหน้ายิ้มให้ผมพร้อมกับรับแก้วลาเต้ไปดื่ม สีหน้าของแจจินนับว่าดีขึ้นมาก ดูมีชีวิตชีวากว่าแต่ก่อนแต่ภายในหละ?


“ คืนนี้ทำอะไรกินกันดี อยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า “


“ อะไรก็ได้ “


“ .........อย่างนั้นเหรอ “ผมยิ้มให้แจจินก่อนเดินกลับมาที่เดิม


“ ถามอะไรหน่อยสิ พวกนายถึงขั้นไหนกันแล้ว “


“ ไอ้จองชิน! บอกแล้วไงว่าฉันกับแจจินไม่ได้เป็นอย่างที่นายคิด “


“ ก็เท่าที่ฉันเห็นมันเป็นแบบนั้นนี่หว่า “ คำพูดของจองชินกำลังทำให้ผมโกรธ โกรธเพราะมันแทงใจดำผมเข้าเต็ม ๆ ดูเหมือนคนรักกันอย่างนั้นเหรอ ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็ดีสิ ผมมีความสุขที่มีแจจินอยู่ด้วยกันก็จริง แต่คงดีกว่านี้ถ้าผมกับแจจินเป็นอย่างที่จองชินพูด


“ ไม่รู้อะไรหยุดพูดไปเลยดีกว่า “ และมันคงไม่มีทางเป็นจริงได้ในเมื่อแจจินยังอาลัยอาวรณ์แฟนเก่าอยู่ ผมรู้ได้ยังไงน่ะเหรอ เพราะการกระทำของแจจินมันกำลังฟ้องยังไงหละ


ผมหันมองออกไปข้างนอกร้าน ภาพคู่รักชายหญิงกำลังเดินควงกันอีกฟากของถนน ผู้ชายคนนั้นผมจดจำได้ดีว่าเป็นใคร นี่คือเหตุผลว่าแจจินมานั่งอยู่ในร้านนี้ทำไม เขาไม่ได้ตั้งใจมารอกลับพร้อมผม แต่เป็นเพราะตั้งใจมาแอบดูคนรักเก่าต่างหาก


ไม่รู้ว่าแจจินมีอาการหรือแสดงสีหน้าแบบไหนอยู่ แผ่นหลังบอบบางยังคงนั่งนิ่งเหมือนเดิม และเจ้าตัวคงไม่ต้องการให้ผมเข้าไปรับรู้ว่ากำลังรู้สึกยังไง รู้ถึงความต้องการของแจจินไปเสียทุกเรื่อง แต่แจจินกลับไม่รู้ถึงความต้องการของผมเลยสักนิด แม้แต่เรื่องเดียวก็ไม่เคยรู้..............แจจินคงไม่ต้องการที่จะรู้








-----------------------------------------------







คืนนี้ผมกับแจจินทำหม้อไฟกินกัน ตลอดการกินอาหารค่ำมีเพียงความเงียบสงบเท่านั้นที่ผมสัมผัสได้ อยู่ด้วยกันมาสามอาทิตย์แทบนับคำได้ว่าวันหนึ่ง ๆ แจจินพูดหรือเล่าอะไรให้ฟังบ้าง อยากรู้เหลือเกินว่าก่อนหน้าที่จะเลิกกับแฟนเก่าแจจินมีนิสัยยังไง เท่าที่ผมสังเกตเห็นเวลาแจจินเจอแฟนตัวเองตรงหน้าร้านหนังสือก็มักมีรอยยิ้มปรากฏออกมาให้เห็นเสมอ หรือว่าผู้ชายคนนั้นกลืนกินความเป็นตัวตนของแจจินไปหมดสิ้นแล้ว


“ กินเยอะ ๆ นายผอมมากเลยรู้ตัวหรือเปล่า “ ผมรีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านนั่นทิ้งแล้วคีบอาหารใส่ชามให้จนแทบล้น ในเมื่อแจจินไม่คุยผมเป็นฝ่ายชวนคุยเองก็ได้


“ พรุ่งนี้ตอนฉันเลิกงานแล้วไปซื้อเสื้อผ้ากันมั้ย ซื้อชุดนักเรียนเพิ่มด้วย เสื้อผ้าฉันมันใหญ่เกินไป เห็นแล้วทรมาณแทน “


“ อืม “


“ พรุ่งนี้ทำสปาเก็ตตี้ดีมั้ย ฉันทำอร่อยนะจะบอกให้ “


“ ฉันมีบางอย่างจะบอก “ ผมคีบเนื้อใส่ปากรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ นาน ๆ ทีแจจินมีเรื่องจะบอกทำให้ผมอดตื่นเต้นไม่ได้ และอาการสำนึกผิดตั้งแต่ยังไม่เริ่มเล่านี่ยิ่งทำให้ผมอยากรู้ว่าแจจินจะบอกผมเรื่องอะไร ร้ายแรงหรือเปล่านะ?


“ คือ......ที่จริงแล้วฉันไม่ได้อยู่กับแฟนหรอก ก็แค่ไปอาศัยอยู่ ฉันมีบ้านแต่ไม่อยากกลับ.......นายโกรธหรือเปล่าที่ฉันโกหกว่าไม่มีที่ไป “


“ โกรธสิ แต่ฉันจะโกรธที่นายไม่ยอมกลับบ้านมากกว่า ป่านนี้พ่อแม่นายไม่เป็นห่วงแย่เหรอ “ ผมถามเสียงเข้มพลางมองคนตรงหน้าด้วยความไม่พอใจ และเป็นผมเองที่ผิดที่ไม่คิดว่าเด็กม.ปลายยังไงก็ต้องมีบ้านอยู่ รู้อย่างนี้แล้วอยากไล่ให้กลับบ้านเสียตอนนี้เลยด้วยซ้ำ


“ ไม่มีใครเป็นห่วงฉันหรอก “


“ เอ้ะ! “ รอยยิ้มเศร้าปรากฏบนใบหน้า ผมมองไม่ออกจริง ๆ ว่าความหมายของมันคืออะไร มีบ้านแต่บอกว่าไม่มีใครเป็นห่วง........มันหมายความว่ายังไงกันแน่


“ แม่ฉันแต่งงานใหม่แล้วย้ายไปอยู่กับสามีที่ต่างประเทศ ฉันรู้ว่าแม่ไม่ต้องการให้ฉันไปด้วยก็เลยขออยู่ที่นี่ แค่เห็นแม่มีความสุขกับครอบครัวใหม่ฉันก็มีความสุขแล้วหละ “


“ แล้วนายกินอยู่ยังไง ลำบากหรือเปล่า “ ผู้ชายคนนี้เข้มแข็งกว่าที่ผมคิดไว้ กำลังพูดเรื่องเศร้าของตัวเองอยู่แท้ ๆ กลับไม่มีร่องรอยความทุกข์ให้เห็นสักนิด แม้แต่อาการของคนอยากร้องไห้ก็ไม่สามารถเห็นได้จากคนที่ชื่อแจจินนี่เลย


“ แม่ส่งเงินมาให้ทุกเดือนไม่ลำบากหรอก กำลังสงสัยอยู่หละสิว่าทำไมฉันถึงไม่ร้องไห้ “ ไม่ชอบรอยยิ้มแบบนี้เลยจริง ๆ สู้ให้แจจินทำหน้านิ่งเฉยเหมือนเดิมเสียยังจะดีกว่า ถึงแม้ภายนอกจะยิ้มแต่ข้างในกลับตรงกันข้าม ถ้าไม่อยากยิ้มก็ไม่ต้องฝืนใจหรอกนะ ผมไม่ต้องการ


“ ฉันร้องมามากพอแล้วหละ ขนาดโดนแฟนทิ้งยังไม่ร้องไห้เลย “ พอเถอะแจจิน หยุดเสแสร้งแกล้งยิ้มแบบนี้ได้แล้ว และคำพูดสุดท้ายที่แจจินเอ่ยออกมาก่อนก้มหน้าก้มตากินต่อ ทำให้ผมสงสารแจจินจับใจ


“ สงสัยหัวใจของฉันคงตายด้านแล้วหละมั้ง “







---------------------------------------------







เป็นอีกคืนที่ผมยอมให้แจจินนอนกอดเป็นหมอนข้างจำเป็น และตั้งแต่แจจินบอกว่าไม่อยากเห็นแก่ตัวนอนบนเตียงคนเดียว ผมกับเขาก็เลยย้ายขึ้นมานอนบนเตียงเสียเลย ช่วงเวลาแค่สามอาทิตย์ทำให้ผมรับรู้ว่าผมไม่ได้ชอบแจจิน แต่ความรู้สึกมันเพิ่มขึ้นมากกว่านั้น เด็กผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งซึ่งไม่เคยทำอะไรให้ผมสักอย่าง มีแต่ผมที่เป็นฝ่ายทำให้หยิบยื่นให้ ทั้งที่เป็นอย่างนั้นแต่ผมก็ยังพูดได้เต็มปากว่า...........ผมรักเขา


ไม่รู้ว่าแจจินจะอยู่กับผมไปอีกนานเท่าไหร่ เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันเพราะฉะนั้นเขาจะไปจากผมเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องหรืออ้อนวอนให้อยู่ ผมอยู่ในฐานะอะไรผมรู้ตัวดี


ไม่กล้าบอกความในใจให้แจจินได้รับรู้ ถึงจะพูดอะไรออกไปก็คงมีค่าเท่ากับศูนย์ พื้นที่ในหัวใจของแจจินมีไว้ให้แค่คนรักเก่าเท่านั้น ถ้าคนที่ผมกำลังกอดอยู่รู้สึกรักผมบ้างก็คงดี ขอแค่เศษหนึ่งส่วนสี่ที่มอบให้ผู้ชายคนนั้นก็ได้ ไม่กล้าเข้าไปแทนใครคนนั้นเพราะตำแหน่งนั้นมันสูงเกินไปสำหรับผม


ถ้าแจจินมีใจให้สักนิด อ้อมแขนซึ่งผมกำลังถูกโอบกอดอยู่นี้คงรู้สึกถึงความอบอุ่นขึ้นมาบ้าง



To Be Con<<<

Heart beat


...Heart beat...
++Actor....Seunghyun&Jaejin
++by..YoYuMe++
...ตอนเดียวจบ...





“ ง่วงนอนจัง “ แจจินเดินตามหัวหน้าวงเข้าไปในหอพักพลางอ้าปากหาวด้วยความง่วงสุด ๆ เขาเดินไปหยิบน้ำในตู้เย็นมาดื่มแก้กระหาย ตาจะลืมแทบไม่ขึ้นอยู่แล้ว

“ ง่วงก็รีบไปนอนซะ พรุ่งนี้วันหยุดนอนให้เต็มที่เลยนะ “ เจ้าของดวงตาเรียวเล็กผงกหัวให้พี่จงฮุนพร้อมกับกระดกน้ำอึกสุดท้าย วันนี้ไปออกรายการด้วยกัน แต่ทำไมพี่จงฮุนถึงไม่มีอาการเหนื่อยล้าให้เขาเห็นบ้างเลยหละ

“ ยังไม่นอนกันอีกเหรอ แล้วซึงฮยอนหละ “ แจจินหันมองตามพี่จงฮุนซึ่งสองคนที่หัวหน้าวงถามกำลังนั่งเล่นเกมส์อย่างเมามันส์ พี่ฮงกิกับมินฮวานเล่นเกมส์ได้ทั้งวันทั้งคืนจริง ๆ วันนี้ไม่ได้ทำงานคงเล่นทั้งวัน แต่นี่มันจะข้ามวันแล้วนะ

“ เพิ่งไปนอนเมื่อกี้เอง “

“ ผมไปนอนก่อนนะครับ “ แจจินยิ้มให้เพื่อนร่วมวงทั้งสามก่อนสะพายกระเป๋าเป้เดินเข้าห้องตัวเอง ทันทีที่เห็นเตียงเขาโยนสัมภาระทิ้งแล้วล้มตัวลงบนที่นอนหนานุ่ม ความคิดที่จะไปอาบน้ำต้องยอมแพ้ให้ความง่วงที่มีอิทธิพลมากกว่า ร่างเพรียวเปลี่ยนท่าเป็นนอนหงายเพื่อให้นอนได้สบายกว่าเดิม แต่แล้วอุปสรรคในการนอนก็จู่โจมเข้ามาโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ดวงตาเรียวเล็กจำต้องลืมขึ้นมองฝ่าความมืดไปยังร่างที่กำลังทาบทับตัวเขาอยู่ด้านบน

“ ซึงฮยอน......ฉันง่วง “ มือเล็กพยายามดันอกกว้างให้ออกห่าง รู้สึกได้ถึงลิ้นร้อนตรงซอกคอขาวก่อนลามเลื่อยไปจนถึงติ่งหู เขาไม่ได้ถูกลุกลานเพียงแค่นั้นเพราะมือใหญ่เริ่มซุกซนสอดเข้าไปในเสื้อ ทุกส่วนที่มือใหญ่ลากผ่านราวกับถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์เสียอย่างนั้น

“ ฉันบอกว่า.... “ ยังพูดไม่ทันจบประโยคก็โดนคนข้างบนจูบปิดปากไว้เสียก่อน ลิ้นร้อนไล้แผ่วรอบกลีบปากอิ่มเนิ่นนานก่อนล่วงล้ำเข้าไปควานหาความหอมหวานข้างในต่อ การกระทำของซึงฮยอนทำให้เขารู้สึกดีจนเผลอครางออกมาไม่ได้ ร่างกายอ่อนล้าถูกปลุกให้ตื่นตัวจนลืมความง่วงเสียสนิท

“ ซึงฮยอน...... “

“ ขอนะ “ เสียงกระซิบดังแผ่วอยู่ข้างหู ทำเอาคนฟังสั่นสะท้านไปทั่วร่าง ไม่รู้ว่าเสื้อผ้าตัวเองโดนมือใหญ่จัดการถอดออกตั้งแต่เมื่อไหร่ หัวสมองมันขาวโพลนไปหมด รับรู้เพียงอย่างเดียวว่าต้องการซึงฮยอนมากเหลือเกิน

“ อย่าเปิดไฟนะ “ มือเล็กพยายามยื่นไปหยุดยั้งไม่ให้ซึงฮยอนเปิดโคมไฟตรงหัวเตียง แต่มันก็ไม่ทันเสียแล้ว

“ เขินเหรอครับ “ ซึงฮยอนก้มมองร่างเปลือยเปล่าอย่างหลงไหล แสงจากโคมไฟสว่างพอให้เขาเห็นว่าผิวขาวของพี่แจจินเป็นสีชมพูระเรื่อ ยิ่งร่างข้างใต้พยายามคว้าผ่มมาปกปิดร่างกายยิ่งทำให้เขาอยากแกล้งเข้าไปใหญ่

“ ถ้านายไม่ปิด ฉันจะนอนต่อแล้วนะ “

“ แน่ใจนะครับว่าจะนอน.....ทรมาณอยู่ไม่ใช่เหรอ “ แจจินเสมองทางอื่นไม่กล้าเถียงกลับเพราะเขากำลังเป็นอย่างที่ซึงฮยอนพูดจริง ๆ เขาเกลียดสายตาเจ้าเล่ห์นี่เหลือเกิน ซึงฮยอนคนใสซื่อที่ทุกคนเห็นมันเป็นแค่ภาพลวงเท่านั้น นิสัยแท้จริงเขารู้ดีกว่าใครที่สุด

ซึงฮยอนลอบยิ้มมุมปากเมื่อร่างข้างใต้ซุกตัวหายเข้าไปในผ้าห่ม เขาลุกออกจากเตียงจัดการถอดเสื้อผ้าตัวเองออกบ้างแล้วมุดหายตามเข้าไปในผ้าห่มอีกคน

“ อย่านะซึงฮยอน.....อ้ะ! “ ไม่มีใครรู้ว่าภายใต้ผ้าห่มนั้นเกิดอะไรขึ้น มีเพียงเสียงครางดังเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินเท่านั้น

“ อะ.....หยะ.....อย่า..... " แจจินหลับตาพริ้มล่องลอยไปกับความสุขที่ซึงฮยอนมอบให้ มัวแต่หลงละเลิงจนไม่รู้ตัวเลยว่าผ้าห่มถูกมือใหญ่ค่อย ๆ เลิกออกแล้วโยนไปนอนแน่นิ่งบนพื้น

“ อ้ะ! “ แผ่นหลังบางแอ่นรับฟันคมที่ขบกัดลงบนยอดอก ส่วนอีกข้างก็ถูกปลายนิ้วแกร่งหยอกเอินให้สะท้านไม่แพ้กัน ไม่นานแจจินก็ถึงจุดสูงสุดของอารมณ์

“ อ้ะ......อา....... “

“ ไปก่อนอีกแล้วนะครับ “ ดวงตาเรียวเล็กลืมขึ้นสบกับแววตาเจ้าเล่ห์ คำพูดของซึงฮยอนทำให้รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วร่าง และเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในผ้าห่ม มือเล็กจึงพยายามเอื้อมปิดโคมไฟอีกรอบแต่มีหรือที่อีกคนจะยอม


ซึงฮยอนก้มจูบกลีบปากอิ่มพลางเอื้อมมือกอบกุมมือเล็กไว้ ส่วนมืออีกข้างค่อย ๆ ลูบไล้ผิวใสตั้งแต่ลำคอลงไป ลากผ่านหน้าท้องแบนราบ จนมาสิ้นสุดที่ส่วนอ่อนไหวซึ่งร่างข้างใต้ได้ปลดปล่อยไปครั้งหนึ่งแล้ว

“ อ้ะ......ซึงฮยอน “

“ ตรงนี้.....อยากให้ผมใช้มือหรือปาก “ แจจินกัดปากแน่นไม่กล้าตอบคำถามที่กระซิบเสียงสั่นพร่าตรงข้างหู ความทรมานเริ่มกัดกินทั่วร่างกาย โดยเฉพาะตรงส่วนนั้นที่มือใหญ่กำลังคลึงเคล้นช้า ๆ ให้ตื่นตัวอีกรอบ

“ จะไม่ตอบจริง ๆ เหรอ “

“ .........มือ “ ดวงตาหยาดเยิ้มจ้องมองรอยยิ้มยั่ว(เสน่ห์)ของเจ้าของคำถาม แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นตรงกันข้าม

“ อา....... “ แจจินแอ่นสะโพกตอบรับริมฝีปากที่กำลังครอบครองส่วนไวสัมผัส มือเล็กขยุ้มเส้นผมคนปรนเปรอให้เป็นที่ระบายอารมณ์ เขาพยายามกัดปากตัวเองไม่ส่งเสียงน่ารังเกียจให้ดังเล็ดลอดออกมา แต่ก็อดเผลอไผลปล่อยใจไปตามแรงปรารถนาไม่ได้ ซึงฮยอนเหลือบสายตาขึ้นมองสีหน้าที่จะไปอยู่รอมร่อ เลยตัดสินใจหยุดชะงักลงกลางคัน

“ คราวนี้ไม่ให้ไปก่อนหรอกนะ “

“ อ้ะ.....อา...... " เอวบางบิดเร่าทันทีเมื่อเรียวนิ้วล่วงล้ำเข้าสู่ช่องทางคับแคบ ดูเหมือนซึงฮยอนจะแตะโดนเข้าตรงจุดไวสัมผัสเพราะเสียงหวานส่งเสียงครางดังขึ้นกว่าเดิมจนคนกระทำรู้สึกดีตามไปด้วย ดวงตาคมจ้องมองร่างข้างใต้เลียรอบริมฝีปากตัวเอง

“ พี่กำลังยั่วผมอยู่ใช่มั้ย “

“ อ้ะ........ “ แจจินลืมตาขึ้นมองเจ้าของนิ้วมือที่อยู่ ๆ ก็ถอนออก โดนซึงฮยอนปล่อยให้อารมณ์ค้างอีกแล้ว และรู้ดีว่าหลังจากนี้เขาต้องทำอะไร

“ เข้ามา..... “

“ อะไรนะครับ ไม่ได้ยินเลย “ แจจินกัดปากข่มอาการกระดากอายที่อีกคนจงใจให้เขาเป็น ซึงฮยอนชอบแกล้งให้เขาเป็นฝ่ายร้องขอด้วยคำพูดน่าอาย รู้ทั้งรู้ว่าเขาเขินขนาดไหน บอกแล้วว่าซึงฮยอนไม่ได้ใสซื่ออย่างที่ทุกคนคิด

“ เข้ามา......ในตัวฉัน “

“ รับทราบ “ ซึงฮยอนยิ้มอย่างผู้ชนะก่อนจับขาเรียวให้แยกออกกว้าง ผนังบางที่ถูกเรียวนิ้วขยายเมื่อกี้ค่อย ๆ รับความเป็นชายของเขาเข้าสู่ภายในจนเข้าถึงจุดที่ลึกที่สุด

“ อ้ะ.....อา.....อ๊ะ “ แจจินเผลอส่งเสียงครางเย้ายวนเมื่อสิ่งที่อยู่ภายในเริ่มขยับ ร่างกายบิดแอ่นสะโพกตอบรับเป็นจังหวะ ราวกับยืนอยู่บนปากเหวแล้วล่วงดิ่งลงสู่เบื้องล่างยังไงยังงั้น

“ ซึง.....ฮยอน......”

“ ผมอยู่นี่ กอดผมไว้สิครับ “ แจจินยอมทำตามอย่างว่าง่าย มือเล็กโอบรอบคออีกคนเป็นที่ยึดเกาะ ยอมให้ซึงฮยอนนำพาไปสู่ความหฤหรรษ์ของความสุข ไม่นานทั้งคู่ก็ปลดปล่อยออกมาพร้อมกัน


แต่ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวนานนัก^^





======================================





“ แจจินยังไม่ตื่นอีกเหรอ “ จงฮุนถามสองคนที่นั่งเล่นเกมส์อยู่ตรงหน้าจอทีวีก่อนปิดประตูห้องนอนหลังจากหลับพักผ่อนมาทั้งวัน หัวหน้าวงเดินมานั่งลงบนโซฟา

“ คงเหนื่อยมั้งครับ “ ซึงฮยอนตอบยิ้ม ๆ ปกปิดความลับไม่ให้พี่จงฮุนและคนอื่น ๆ รู้ว่าความจริงแล้วที่พี่แจจินเหนื่อยนั้น......เหนื่อยแบบไหน

“ คิดว่าฉันตื่นสายแล้ววนะเนี่ย นี่จะสี่โมงเย็นแล้วนะ “ ซึงฮยอนหันไปมองพี่จงฮุนโดยไม่ได้พูดโต้ตอบอะไร แล้วก็ไม่มีใครพูดอะไรกันอีกหลังจากนั้น ทุกคนต่างใช้วันหยุดของตัวเองให้คุ้ม

ดวงตาคมแอบชำเลืองมองประตูห้องนอนด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาไม่ได้ตั้งใจให้พี่แจจินหลับเป็นตายถึงขนาดนี้หรอกนะ


ช่วยไม่ได้.........อยากทำตัวน่ารักเองทำไมกัน



-The enD-
ข้อมูลส่วนตัว

yoyumejaejin

Author:yoyumejaejin
คฤหาสน์SeungJae

ข้อความบันทึกล่าสุด
ความคิดเห็นล่าสุด
Trackbacks ล่าสุด
รายเดือน
หมวดหมู่
ค้นหา
RSS
ลิ้ง
สนับสนุบโดย FC2 บล๊อก

มาเริ่มบล๊อกกันเถอะ

สันบสนุนโดย FC2 บล๊อก

แบบฟอร์มขอเป็นเพื่อน

เพิ่มผู้ใช้นี้เป็นเพื่อน